วัน: 9 พฤษภาคม 2026

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์โต้กลับแบบจัดหนักต่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย หลังจากนายภราดรโจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยอ้างว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณตามที่เคยสัญญาไว้ตอนหาเสียง

“ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 โดยนายภราดรได้โพสต์ตอบโต้การตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยบอกว่าเขาไม่ใช่นอสตราดามุสที่จะรู้ล่วงหน้าถึงสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องกู้เงินแทนใช้จากงบประมาณแผ่นดิน แต่ศิริภาไม่ยอม ฟาดกลับแรงๆ ว่า “เข้าใจว่าคุณภราดรไม่ใช่นอสตราดามุส แต่แนะนำให้ตรวจประเมินความจำ เพราะตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด”

ศิริภาชี้แจงชัดเจนว่าตอนหาเสียง พรรคภูมิใจไทยเคยระบุในนโยบายโครงการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่าจะใช้เงิน 44,000 ล้านบาทจากงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เงินกู้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นด้วยกับการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต แต่กังวลเรื่องความไม่ชัดเจนในการใช้เงินกู้ ว่าจะนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และจะทิ้งภาระหนี้สินระยะยาวไว้ให้ประชาชนหรือเปล่า แม้ไม่ต้องเป็นนอสตราดามุส แต่ถามผีถ้วยแก้วก็พอจะรู้

เปรียบเทียบยุครัฐบาลประชาธิปัตย์: GDP พุ่งทะลุ 7.5%

ศิริภายังท้าทายให้พรรคภูมิใจไทยลองทำ GDP ให้บวกแบบยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยยกตัวอย่างยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นายกรณ์เป็นรัฐมนตรีคลัง ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (วิกฤตการเงินโลก 2008) GDP ติดลบ แต่รัฐบาลใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่แจกเงิน จน GDP โตกว่า 7.5% ภายใน 18 เดือน

  • มาตรการเด่นยุคประชาธิปัตย์: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นการส่งออก สนับสนุน SME
  • ใช้เงินกู้อย่างโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจยั่งยืน
  • เพดานหนี้สาธารณะควบคุมได้ ไม่พุ่งทะลุ 70% แบบปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลชุดนี้กู้ 4 แสนล้าน แต่ GDP ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพดานหนี้สาธารณะใกล้ทะลุ 70% ซึ่งเสี่ยงทำให้ไทยติดหล่มหนี้สินยาวนาน หรือแย่กว่านั้นคือล้มละลาย หากเงินกู้ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ

ทำไมประชาชนต้องตั้งคำถามเรื่องเงินกู้?

ศิริภาสิทธิ์ในฐานะประชาชนเจ้าของภาษี ที่ต้องแบกหนี้กู้ทั้งหมด ย้ำว่ามีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาทถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงคัดค้าน การตรวจสอบจากฝ่ายค้านจึงสำคัญ เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือ การหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม แต่พอบริหารจริงกลับต้องกู้เงินมหาศาล โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ตอนหาเสียงบอกไม่กู้ แต่พอเกิดปัญหาโลกอย่างสงครามยูเครนหรือโควิด ก็อ้างเหตุสุดวิสัย ประชาชนจึงต้องจับตาใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น กรีซที่หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 100% ของ GDP จนต้องขอความช่วยเหลือจาก EU และ IMF ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ไทยไม่ควรเดินรอยนั้น

สรุปคือ “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก เพื่อเตือนใจให้จำนโยบายตัวเอง และวางแผนการเงินประเทศให้ดี รัฐบาลควรตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

คุณคิดอย่างไรกับการกู้เงิน 4 แสนล้านนี้? มันจำเป็นจริงหรือจะกลายเป็นภาระรุ่นลูกรุ่นหลาน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่สร้างสรรค์!

ที่มา – “ศิริภา” ท้า “ภราดร” เช็กสมอง ไหนตอนหาเสียงบอกคนละครึ่งพลัส ไม่คิดกู้เงินมาแจก

ชี้ “ทักษิณ” พักโทษ พักผ่อนลูกหลาน ไม่เอาคืน

ประเด็นการ ทักษิณ พักโทษ กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยเฉพาะหลังจากนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแสดงความมั่นใจว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะใช้เวลาหลังพักโทษเพื่อพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ ไม่ได้มีเจตนาเอาคืนใคร พร้อมวอนให้กลุ่มที่จองเวรกันมานานปล่อยวางและมองไปข้างหน้า

ทักษิณ พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ

ตามที่นายพร้อมพงศ์กล่าวเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 นายทักษิณกำลังจะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 ตามขั้นตอนของคณะกรรมการพักโทษอย่างถูกต้อง รมว.ยุติธรรมยืนยันแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แม้จะมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนคัดค้าน แต่ก่อนหน้านี้ พวกเขากลับเรียกร้องให้ทักษิณกลับไทยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งท่านก็ทำตามทุกประการ ถูกคุมขัง 2 รอบแล้ว แต่ยังไม่พอใจ

สังคมไทยวนเวียนกับความขัดแย้งมานานกว่า 20 ปี เพราะขาดการให้อภัย นายทักษิณอายุ 76 ปี ยอมทำตามกฎทุกอย่าง แม้ต้องใส่กำไล EM ก็ยอม พวกที่คัดค้านต้องการให้พอใจอย่างไร? เราควรลดความแค้น อภัย และมุ่งสู่อนาคต มากกว่าจมปลักในอดีต

ทักษิณ พักโทษ ไม่คิดเอาคืนใคร วอนจองเวรปล่อยวาง

นายพร้อมพงศ์ย้ำว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ชาวบ้านหลายคนหวนนึกถึงนโยบายของทักษิณที่เคยทำให้ไทยก้าวหน้า เช่น การนำพาประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ ผู้นำโลกยอมรับ นโยบายที่จับต้องได้จริง

  • 30 บาทรักษาทุกโรค: ลดภาระค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนทุกชนชั้น
  • กองทุนหมู่บ้าน: กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน
  • OTOP: ส่งเสริมสินค้าไทย สร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น
  • ปราบยาเสพติด: เอาจริงเอาจัง ลดปัญหาสังคม
  • แก้ปัญหาพลังงานและปากท้อง: เป็นระบบ ยั่งยืน

ช่วงที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ นักธุรกิจและนักการเมืองแวะไปปรึกษาไม่ขาดสาย ประสบการณ์บริหารบริษัทโลกและเจรจากับผู้นำชาติต่างๆ จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อไทยในอนาคต พวกที่กลัวทักษิณจะเอาคืน คิดใหม่เถอะ อายุ 76 ปี มีหลาน 7 คน ท่านอยากพักผ่อนกับครอบครัวมากกว่า ท่านเคยให้อภัยผู้ที่พยายามทำร้ายถึงชีวิตแล้ว จะมานั่งแค้นใครได้อย่างไร สังคมไทยคือสังคมให้โอกาส ควรปล่อยวางสิ่งที่ปล่อยได้

นายพร้อมพงศ์เองเคยได้รับโอกาสจากทักษิณ และจะร่วมกับพี่น้องเสื้อแดงต้อนรับการกลับมา บทบาทในอนาคตท่านจะเป็นอย่างไร คงรอฟังจากตัวท่าน แต่จากอดีต นโยบายทักษิณทำให้ประชาธิปไตยกินได้จริง ชาวบ้านสัมผัสประโยชน์โดยตรง

การ ทักษิณ พักโทษ ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่สะท้อนสังคมไทยที่ควรเรียนรู้การให้อภัย เพื่อก้าวไปข้างหน้า ลองคิดดู หากทุกคนจองเวรกันไม่จบ ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร

คำแนะนำ: สังคมไทยควรให้โอกาสผู้นำที่มีประสบการณ์ เพื่อแก้ปัญหาปัจจุบัน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่อง ทักษิณ พักโทษ นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้สังคมปล่อยวางกันเถอะ!

ที่มา – ชี้ “ทักษิณ” พักโทษ ใช้เวลาพักผ่อนกับลูกๆ หลานๆ ไม่คิดเอาคืนใคร วอนพวกจองเวรปล่อยวาง

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 อัปเดตล่าสุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักลงทุนทองคำทุกท่าน! วันนี้เรามี ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 มาอัปเดตให้แบบเรียลไทม์กันเลยนะครับ เปิดตลาดเช้าวันนี้ ราคาทองไทยปรับขึ้นแรง 50 บาท จากการประกาศของสมาคมค้าทองคำ ทำให้ทองคำแท่งขายออกบาทละ 71,950 บาท และทองรูปพรรณขายออกบาทละ 72,750 บาท ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ถือทองอยู่ หรือกำลังมองหาโอกาสซื้อขาย ไปเช็กราคาล่าสุดกันเลย!

สรุปรายงานราคาทองวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 ครั้งที่ 1

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาครั้งแรกเมื่อเวลา 9.02 น. โดยราคา ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 มีการปรับเพิ่มขึ้น 50 บาทเมื่อเทียบกับปิดตลาดเมื่อวาน ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 71,750 บาท ขายออกบาทละ 71,950 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 70,312.08 บาท และขายออกบาทละ 72,750 บาท ราคานี้ยังไม่รวมค่ากำเหน็จหรือส่วนต่างอื่นๆ นะครับ แนะนำให้สอบถามร้านทองจริงๆ ก่อนตัดสินใจซื้อขาย

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569

สำหรับสายที่ชอบซื้อทองเป็นบาทใหญ่ๆ ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 อ้างอิงน้ำหนักมาตรฐาน ทองคำแท่ง 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณ 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม ราคารับซื้อ-ขายออกมีดังนี้

  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท รับซื้อบาทละ 71,750 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 บาท ขายออกบาทละ 71,950 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท รับซื้อบาทละ 70,312.08 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 บาท ขายออกบาทละ 72,750 บาท

ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569: ทองคำแท่ง vs ทองรูปพรรณ

เปรียบเทียบง่ายๆ ทองแท่งจะมีสเปรด (ส่วนต่างรับ-ขาย) น้อยกว่า เหมาะสำหรับนักลงทุน ส่วนทองรูปพรรณสเปรดสูงกว่าเพราะค่ากำเหน็จทำสร้อย แต่นิยมสำหรับสะสมมรดกหรือของขวัญครับ

ราคาทองวันนี้ 2 สลึง (50 สตางค์) 9 พฤษภาคม 2569

ถ้าจะซื้อขนาดเล็กหน่อย 2 สลึง หรือครึ่งบาท น้ำหนักทองคำแท่ง 7.622 กรัม ทองรูปพรรณ 7.58 กรัม ราคาล่าสุด

  • ราคาทองคำแท่ง 2 สลึง รับซื้อ 35,875.00 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 2 สลึง ขายออก 35,975.00 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง รับซื้อ 35,156.04 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 2 สลึง ขายออก 36,375.00 บาท

ราคาทองวันนี้ 1 สลึง 9 พฤษภาคม 2569

ขนาดยอดนิยมสำหรับมือใหม่ 1 สลึง น้ำหนักทองคำแท่ง 3.811 กรัม ทองรูปพรรณ 3.79 กรัม

  • ราคาทองคำแท่ง 1 สลึง รับซื้อ 17,937.50 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง 1 สลึง ขายออก 17,987.50 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง รับซื้อ 17,578.02 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ 1 สลึง ขายออก 18,187.50 บาท

ราคาทองวันนี้ ครึ่งสลึง 9 พฤษภาคม 2569

ขนาดจิ๋วสุดสำหรับงบน้อย น้ำหนักทองคำแท่ง 1.905 กรัม ทองรูปพรรณ 1.89 กรัม

  • ราคาทองคำแท่ง ครึ่งสลึง รับซื้อ 8,968.75 บาท
  • ราคาทองคำแท่ง ครึ่งสลึง ขายออก 8,993.75 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ ครึ่งสลึง รับซื้อ 8,789.01 บาท
  • ราคาทองรูปพรรณ ครึ่งสลึง ขายออก 9,093.75 บาท

แนวโน้มราคาทองคำวันนี้และปัจจัยที่ส่งผล

ราคาทองปรับขึ้นวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลก และความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนหันไปหาทองคำเป็น safe haven มากขึ้น หากดูย้อนหลัง ราคาทองไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ผันผวนระหว่าง 71,000-72,500 บาทต่อบาท แนะนำติดตามข่าว Fed Rate และราคาทองโลกที่ XAU/USD อยู่ราว 2,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ครับ

วิธีคำนวณราคาทองตามน้ำหนักสำหรับมือใหม่

ง่ายมาก! ราคาต่อบาท x จำนวนบาท = ราคารวม เช่น อยากซื้อทองแท่ง 1.5 บาท รับซื้อ = 71,750 x 1.5 = 107,625 บาท (ประมาณ) แต่จริงๆ ร้านจะคำนวณละเอียดกว่านี้ ลองใช้แอปเช็กราคาทองช่วยได้นะครับ ช่วยประหยัดเวลาและลดความผิดพลาด

เป็นไงบ้างครับ ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 ขยับขึ้นแบบนี้ ถือโอกาสขายทำกำไรหรือรอซื้อตอนลงดี? ในมุมผม แนะนำสะสมยาวๆ เพราะทองคือสินทรัพย์ปลอดภัยตัวท็อป ติดตามอัปเดตราคาทองประจำวันกับเรานะครับ หรือแวะร้านทองใกล้บ้านเพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่ สุขภาพการเงินดีๆ ครับ!

ที่มา – ราคาทอง 1 บาทวันนี้ 9 พฤษภาคม 2569 อัปเดตล่าสุด ทองคำแท่ง-ทองรูปพรรณ ขยับกี่บาท

รัฐบาลปิดรับสมัคร รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ยอดทะลุ 10,397 ราย

รัฐบาลปิดรับสมัคร รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ยอดทะลุ 10,397 ราย เดินหน้ากระจายของถูกถึงชุมชนทั่วประเทศ โครงการดีๆ ที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้วครับ! ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีลดค่าครองชีพและสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โครงการรถพุ่มพวงไทยช่วยไทย คือคำตอบที่ใช่สุดๆ หลังจากเปิดรับสมัครไปไม่นาน รัฐบาลก็ประกาศปิดรับแล้ว โดยมียอดสมัครพุ่งทะลุ 10,397 ราย แสดงถึงความสนใจอย่างล้นหลามจากพี่น้องผู้ประกอบการทั่วไทย

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีจาก original ที่ 2569 คงพิมพ์ผิด) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า โครงการนี้ซึ่งร่วมมือกันระหว่างกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้รับการตอบรับสุดอบอุ่น ปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม เวลา 23.59 น. แล้ว โดยผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นรถขายของเคลื่อนที่ที่พร้อมลุยกระจายสินค้าถูกๆ ถึงมือประชาชนในชุมชนห่างไกล

รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ยอดสมัครพุ่งทะลุเป้า

มาดูยอดสมัครกันแบบละเอียดเลยครับ แบ่งตามประเภทรถที่ใช้ขายของเคลื่อนที่ ดังนี้

  • รถสามล้อพ่วงข้าง: 4,535 ราย (43.62%)
  • รถยนต์: 3,539 ราย (34.04%)
  • รถจักรยานยนต์: 2,323 ราย (22.34%)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเครือข่ายผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ที่พร้อมแปลงร่างเป็น “โครงข่ายเศรษฐกิจเคลื่อนที่” ช่วยให้สินค้าไทย สินค้าชุมชน และของใช้จำเป็น ราคาถูก ส่งตรงถึงบ้านประชาชนทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัด

รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ช่วยลดค่าครองชีพอย่างไร

รัฐบาลไม่ได้แค่แจกของ แต่คิดใหญ่กว่านั้นครับ โครงการรถพุ่มพวงไทยช่วยไทย มุ่งยกระดับรถขายของข้างทางให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลปากท้องประชาชน ลดภาระค่าครองชีพ สร้างรายได้ให้ฐานราก และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้หมุนเวียนได้เอง ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนเต็มสูบจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง: รถยนต์ 750 บาท/สัปดาห์ (3,000 บาท/เดือน), รถสามล้อพ่วง 375 บาท/สัปดาห์ (1,500 บาท/เดือน), รถจยย. 250 บาท/สัปดาห์ (1,000 บาท/เดือน)
  • ชุดสินค้าเริ่มต้น: นำไปขายต่อได้กำไรเฉลี่ย รถยนต์ 400 บาท, รถสามล้อ 224 บาท, รถจยย. 113 บาทต่อวัน
  • ระบบ Pre-Order: รับออเดอร์ล่วงหน้าผ่านกลุ่มไลน์ไปรษณีย์อำเภอ สะดวกสุดๆ

นอกจากนี้ ยังต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการจังหวัด ติดป้ายราคาชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และขายคู่กับสินค้าปกติได้อีกด้วย ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้มั่นคงขึ้นทันตา

ประโยชน์ของโครงการรถพุ่มพวงไทยช่วยไทย กับเศรษฐกิจฐานราก

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงแบบนี้ โครงการนี้เหมือนโอเอซิสสำหรับประชาชนครับ สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานจะถูกนำมาจำหน่ายในราคาถูก ผ่านรถพุ่มพวงที่เข้าถึงทุกซอยทุกหมู่บ้าน ช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็ได้ทุนสนับสนุน ไม่ต้องกังวลค่าน้ำมันหรือสินค้าเริ่มต้น รายได้หมุนเวียนในชุมชน สร้างอาชีพยั่งยืน

คิดดูสิครับ ถ้ารถพุ่มพวงไทยช่วยไทยวิ่งครึกครื้นทั่วประเทศ เศรษฐกิจฐานรากจะคึกคักแค่ไหน สินค้า OTOP ชุมชนไทยคุณภาพดี ราคาไม่แพง จะกลายเป็นทางเลือกหลักของครอบครัวไทย ลดการพึ่งพาห้างใหญ่ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นี่คือ soft power ของรัฐบาลที่แท้จริงในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด

ผู้ประกอบการเตรียมตัวอย่างไรหลังปิดรับสมัคร

ถึงแม้จะปิดรับสมัครแล้ว แต่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะเริ่มปฏิบัติการทันที รัฐบาลจะเร่งกระจายของถูกสู่ชุมชน คาดว่าจะเห็นรถพุ่มพวงไทยช่วยไทยวิ่งให้บริการทั่วไทยในไม่ช้า สำหรับพี่น้องที่พลาดโอกาส สามารถติดตามโครงการอื่นๆ จากกระทรวงพาณิชย์และมหาดไทยได้เลย

ส่วนประชาชนทั่วไป อย่าลืมมองหารถพุ่มพวงที่มีป้ายโครงการนี้ จะได้ช้อปปิ้งของถูก ของดี สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนไปในตัว โครงการนี้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำ ลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ สร้างอนาคตให้ฐานรากไทย

คำแนะนำ: ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการหรือชาวชุมชน ติดตามข่าวสารจากไปรษณีย์ไทยและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อไม่พลาดโอกาสช้อปของถูกและสร้างรายได้ หากชอบบทความนี้ แชร์ต่อให้เพื่อนๆ รับรู้โครงการดีๆ รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย กันเถอะ!

ที่มา – รัฐบาลปิดรับสมัคร รถพุ่มพวงไทยช่วยไทย ยอดทะลุ 10,397 ราย เดินหน้ากระจายของถูกถึงชุมชนทั่วประเทศ

อนุทินยินดีอาเซียนสำเร็จ รัชดายันไม่ถกปักปันเขตแดน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ จากการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งจบลงอย่างงดงาม โดย “อนุทิน” ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนสำเร็จ “รัชดา” ยันถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงความยินดีกับผลสำเร็จของการประชุม พร้อมย้ำจุดยืนไทยในการส่งเสริมสันติภาพและเอกภาพอาเซียน มาดูรายละเอียดกันเลย!

“อนุทิน” ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนสำเร็จ “รัชดา” ยันถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายกฯ อนุทิน ได้หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์คอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ที่โรงแรมแชงกรีลา มักตัน โดยขอบคุณเจ้าภาพที่จัดงานได้อย่างราบรื่น ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นของอาเซียนในการร่วมมือกัน ชื่นชมฟิลิปปินส์ที่ริเริ่มประชุมสามฝ่าย ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันมากขึ้น

ทั้งสองฝ่ายยังคุยเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อเสริมเสถียรภาพภูมิภาค นี่คือก้าวสำคัญสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง!

ผลการหารือกับกัมพูชา: ยึดสันติภาพ ไม่ปักปันเขตแดน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ สรุปผล 3 วันว่า นายกฯ ใช้เวทีนี้ยืนยันจุดยืนไทย ส่งเสริมสันติภาพ แก้ปัญหาด้วยการเจรจา ยึดกฎสากล และรักษาผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะการหารือสามฝ่ายกับนายกฯ กัมพูชา ฮุน มาแนต และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์

ไทยเข้าหารือด้วยท่าทีสร้างสรรค์ นำทีมต่างประเทศและความมั่นคงมาร่วม ย้ำว่าไทย-กัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด ความขัดแย้งไม่เกิดประโยชน์ ถึงเวลาร่วมเปิดบทใหม่ด้วยความจริงใจและไว้วางใจ เห็นพ้องมอบรัฐมนตรีต่างประเทศจัดมาตรการสร้างความเชื่อมั่นทันที เช่น ประเด็นที่ทำได้เลย เพื่อฟื้นความสัมพันธ์

สำคัญสุด: การถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดนหรือเปิดพรมแดน ไทยยึดผลประโยชน์ชาติและกฎหมายสากลอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ!

ผลงานเด่นอื่นๆ จากการประชุม

วันที่ 8 พ.ค. นายกฯ เสนอโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) กลไกปิโตรเลียม และพลังงานหมุนเวียน ที่ประชุมเห็นชอบ “พิธีสารเซบู” เพื่อให้ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิก ร่วมรับรองแถลงการณ์ 4 ฉบับ เรื่องทะเล ผลจากตะวันออกกลาง ภัยพิบัติ และเยาวชนกับ climate change

  • หารือเวียดนาม: เร่งค้าถึง 25,000 ล้านดอลลาร์
  • สิงคโปร์: ใช้จุดแข็งอาเซียนยกระดับบทบาทโลก สนับสนุนพลังงาน
  • มาเลเซีย: พัฒนาโครงสร้างชายแดน ถนนสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม สะพานโก-ลก 2 สร้างสันติภาพชายแดนใต้

วันที่ 9 พ.ค. ปิดท้ายด้วยฟิลิปปินส์ ยืนยันสนับสนุนประธานอาเซียนปีหน้า ร่วมปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายกฯ เดินทางกลับถึงดอนเมือง 14.10 น.

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง外交ไทยที่ชาญฉลาด ผลักดันประโยชน์ชาติท่ามกลางภูมิภาคที่ซับซ้อน คุณคิดว่าอาเซียนจะแข็งแกร่งขึ้นแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีกันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” ยินดีการประชุมสุดยอดอาเซียนสำเร็จ “รัชดา” ยันถกกัมพูชาไม่มีเรื่องปักปันเขตแดน

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังดื้อยา

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่อเฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70% นับเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน รองโฆษกรัฐบาลได้ออกมาเผยข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้ทุกคนใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบเพื่อหยุดยั้งวิกฤตนี้

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาล โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่งจาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี จาก พ.ศ. 2558 ถึง 2568 แสดงให้เห็นปัญหาที่น่ากังวล

แนวคิด ระบบสุขภาพ One Health เป็นกลยุทธ์สำคัญที่เชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามข้ามสายพันธุ์ เช่น การดื้อยาของเชื้อโรค ซึ่งหากไม่จัดการอาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ในอนาคต

เชื้อดื้อยาในไทยพุ่งสูงเกิน 70%

เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่า 70% และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้เสี่ยงสูงที่จะไม่มียารักษาได้ทันท่วงที ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น

เชื้อ Klebsiella pneumoniae แสดงแนวโน้มดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin ถึง 35-45% ยากลุ่มนี้ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด หากดื้อยา จะกระทบการรักษาโรคติดเชื้อรุนแรงอย่างมาก

สำหรับเชื้อ E. coli อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ยังต่ำ แต่ดื้อยา ceftriaxone และ cefotaxime ในระดับสูง สะท้อนว่าปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดแค่โรงพยาบาล แต่แพร่สู่ชุมชนแล้ว

สาเหตุและผลกระทบของเชื้อดื้อยา

การดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี เช่น กินไม่ครบคอร์ส ซื้อยากินเอง หรือใช้ในปศุสัตว์มากเกินไป ส่งผลให้แบคทีเรียปรับตัวได้ ผลกระทบคือ ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น การรักษายากขึ้น และเสียชีวิตเพิ่ม โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเชื้อดื้อยาทำให้เสียชีวิตกว่า 700,000 คนต่อปีทั่วโลก และไทยก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน

  • อัตรา Acinetobacter ดื้อยา carbapenem >70%
  • Klebsiella ดื้อยา third gen cephalosporin 35-45%
  • E. coli ดื้อยา ceftriaxone สูงต่อเนื่อง

คำแนะนำจากรัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมือ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเฝ้าระวังต่อเนื่อง สำหรับประชาชน:

  • กินยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการดีขึ้น
  • ห้ามซื้อยากินเอง ห้ามหยุดยาเอง ห้ามแบ่งยา
  • ป้องกันการติดเชื้อด้วยล้างมือ สวมหน้ากาก
  • สนับสนุนการใช้ยาในสัตว์อย่างสมเหตุผล

การดำเนินงานภายใต้ One Health จะช่วยชะลอการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา สร้างนโยบายสาธารณสุขที่ยั่งยืน

ในฐานะประชาชน เราควรตระหนักและลงมือทำทันที การใช้ยาอย่างรับผิดชอบไม่เพียงปกป้องตัวเอง แต่ยังรักษาโลกให้ลูกหลานด้วย ลองเริ่มจากครั้งต่อไปที่เจ็บป่วย ปรึกษาแพทย์เสมอ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาเอง สนับสนุนรัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสง

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาเปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสงกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ เหตุการณ์สุดช็อกที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี เมื่อรถเก๋งของชายชาวจีนคันหนึ่งพลิกคว่ำ ก่อนที่ตำรวจจะบุกค้นบ้านและเจอของหนักแบบไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่อาวุธปืนธรรมดา แต่เป็นคลังแสงขนาดย่อม ซุกซ่อนอาวุธสงคราม ระเบิด C4 และของอันตรายเพียบ ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นถึงกับขนลุก!

เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 นายหมิงเฉิน อายุ 31 ปี ชาวจีน ขับรถเก๋งประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตำรวจที่มาถึงจุดเกิดเหตุตรวจค้นรถแล้วเจออาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีนซ่อนอยู่ทันที! ไม่รอช้าเลยครับ ตำรวจบุกไปค้นบ้านพักของเขาที่ซอยห้วยใหญ่ เจอของดีเพียบ อาวุธปืน M16 2 กระบอก กระสุนเพียบ ดินระเบิด C4 หนักรวมกว่า 4 กิโลกรัม ระเบิดขว้างหลายชนิดจากรัสเซีย พม่า เกาหลี เสื้อเกราะ หน้ากากกันแก๊ส น้ำมันเบนซิน 4 ถัง แบบนี้ใครเห็นก็ต้องกลัว

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง กำชับทีมสืบสวนให้เร่งรัดคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ก็สั่งการให้ตรวจสอบทุกมิติทั้งความมั่นคงและความปลอดภัย ปัจจุบันทีมสืบสวนจากหลายหน่วยงานรวมตัวกัน ทั้งสืบสวนภาค 2, ตรวจคนเข้าเมือง, EOD, สถานทูตจีน และหน่วยความมั่นคง เพื่อหาความเชื่อมโยงว่ามีแผนก่อเหตุร้ายหรือไม่

ประวัติผู้ต้องหาและของกลางที่ยึดได้

สำหรับประวัติของนายหมิงเฉิน เขาเช่าบ้านหลังนี้เดือนละ 38,000 บาท อยู่มา 2 ปี เข้าประเทศไทยครั้งแรกปี 2020 ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว แล้วเข้า-ออกบ่อย ล่าสุดเข้า 27 ม.ค. 2569 ด้วยวีซ่ารีเอนทรี อายุ 5 ปี น่าสนใจคือมีพาสปอร์ตทั้งจีนและกัมพูชา รวมถึงบัตรประจำตัวไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) และมีชื่อในทะเบียนบ้านกรุงเทพฯ ที่ซอยหทัยราษฎร์ 37 ย้ายมาจากเชียงใหม่ ตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือปลอม

สรุปของกลางยึดจากรถและบ้าน มีดังนี้:

  • ปืนสั้น Glock 26 1 กระบอก
  • ซองกระสุน Glock 26 2 อัน
  • กระสุน 9 มม. 10 นัด
  • ซองกระสุน M16 1 ซอง + กระสุน 5.56 มม. 28 นัด (จากรถ)
  • ปืน M16 2 กระบอก
  • ซองกระสุน M16 9 อัน
  • กระสุน 5.56 มม. 763 นัด
  • ดินระเบิด C4 รวม 4,832.4 กรัม
  • ระเบิดสังหาร POMZ2 รัสเซีย 4 ลูก
  • ระเบิดขว้าง BA/WA 4 ลูก, K75 เกาหลี 1 ลูก, M6/01 พม่า 1 ลูก
  • เชื้อปะทุไฟฟ้า 7 ดอก, รีโมท 2 อัน
  • เสื้อเกราะ 3 ตัว, หน้ากากกันแก๊ส 2 อัน + ไส้กรอง 6 อัน
  • น้ำมันเบนซิน 20 ลิตร 4 ถัง

เพื่อนบ้านเล่าว่า นายหมิงเฉินเป็นคนอัธยาศัยดี ชอบทักทายพูดจาเป็นกันเอง ไม่เคยมีปัญหา แต่พอรู้ว่ามีระเบิด C4 ก็ตกใจหนัก บอกว่าถ้าทำงานได้ ชาวบ้านทั้งหมู่คงเดือดร้อนหมด!

ตอนนี้ตำรวจตรวจสอบว่าเขาป่วยซึมเศร้าจริงหรือไม่ โดยเชิญจิตแพทย์มาช่วย และหาแหล่งที่มาของอาวุธทั้งหมด ยังไม่พบจุดเชื่อมโยงก่อเหตุ แต่ไม่ประมาทแน่นอน

เหตุการณ์เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกเลยครับ บางคนดูดีแต่ซ่อนของอันตรายไว้ ความปลอดภัยของเราต้องมาก่อน รัฐบาลและตำรวจทำงานหนักเพื่อปกป้องประชาชน ถ้าคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเบาะแสได้เลยนะครับ ช่วยกันสร้างสังคมปลอดภัย!

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์ร้อนๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะ

ที่มา – เปิดประวัติ หนุ่มจีนรถคว่ำ ค้นบ้านเจอคลังแสง มีพาสปอร์ตจีน-กัมพูชา เพื่อนบ้านเล่าเป็นคนอัธยาศัยดี

รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล รถเก่าแลกใหม่

รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคขนส่งไทย โดยเตรียมแผน “รถเก่าแลกใหม่” สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ สนับสนุนผู้ประกอบการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้การขนส่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคมกำลังเดินหน้ายกระดับระบบขนส่งทางถนนและโลจิสติกส์ของไทย ภายใต้นโยบาย Digital Government ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาพัฒนาระบบให้ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล

โครงการหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการพัฒนาระบบ DLT-TMS (Transport Management System) โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับการขนส่งทางถนน ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อวางแผนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และยกระดับมาตรฐานการบริการให้เทียบเท่าระดับสากล

สำหรับภาครัฐ ระบบ DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายที่แม่นยำ ปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังอย่าง “รถตีเที่ยวเปล่า” ที่ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูง โดยใช้ข้อมูลจริงในการบริหารจัดการ

ประโยชน์หลักของ DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล

  • ลดต้นทุนการขนส่งสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่สามารถวางแผนเส้นทางและกำหนดการได้ดีขึ้น
  • ปรับสูตรคำนวณอัตราค่าขนส่งและค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนจริง ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ด้วยการติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลใหญ่ (Big Data) สำหรับนโยบายรัฐบาล
  • ยกระดับมาตรฐานสากล ทำให้โลจิสติกส์ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

ปัจจุบัน ระบบนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา และคาดว่าจะช่วยเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมขนส่งไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) กำลังเป็นแนวทางหลัก

โครงการรถเก่าแลกใหม่ ส่งเสริมการใช้ EV

นอกจาก DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล แล้ว รัฐบาลยังเตรียมเสนอโครงการ “รถเก่าแลกใหม่” สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โครงการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ง่ายขึ้น ลดมลพิษจากภาคขนส่งที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก และส่งเสริมการขนส่งที่ยั่งยืน

ควบคู่กันนี้ คือการผลักดันมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้รับการรับรอง 462 ราย ครอบคลุมรถบรรทุกกว่า 64,000 คัน มาตรฐานนี้ช่วยยืนยันคุณภาพการบริการและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนสู่รถยนต์ไฟฟ้าในภาคโลจิสติกส์

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว เนื่องจากไฟฟ้ามีราคาถูกลง
  • ลดการปล่อยมลพิษ สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2070
  • ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่น เงินอุดหนุนหรือสินเชื่อพิเศษ
  • เพิ่มภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่

การรวม DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เข้ากับโครงการ EV จะสร้าง ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลจากระบบเพื่อเลือก EV ที่เหมาะสมกับเส้นทาง ทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว นโยบายเหล่านี้จะช่วยให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ลดต้นทุน และแข่งขันได้ในระดับสากล รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาโลจิสติกส์ดิจิทัลต่อเนื่อง เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบาย DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล และรถเก่าแลกใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่เพียงแก้ปัญหาปัจจุบัน แต่ยังปูทางสู่อนาคตสีเขียวของอุตสาหกรรมขนส่งไทย หากผู้ประกอบการเตรียมตัวรับมือ จะได้เปรียบคู่แข่งอย่างแน่นอน คุณพร้อมหรือยัง? แสดงความคิดเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนในวงการได้ประโยชน์ไปด้วยกัน!

ที่มา – รัฐบาลดัน DLT-TMS ยกระดับโลจิสติกส์ดิจิทัล เตรียมแผน “รถเก่าแลกใหม่” เปลี่ยนใช้รถยนต์ไฟฟ้า

กำชับนายจ้าง รายงานค่าจ้างปี 68 ผ่าน 2 ช่องทาง e-Wage

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นายจ้างทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยเรื่องสำคัญที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำชับกันมาอย่างจริงจัง นั่นคือ รายงานค่าจ้างปี 68 นะคะ ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือ HR อย่าพลาดเด็ดขาด เพราะมันเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างและหน้าที่ของคุณโดยตรง มาดูรายละเอียดกันแบบชิลๆ กันเลย

กำชับนายจ้าง รายงานค่าจ้างปี 68 ผ่าน 2 ช่องทาง ระบบ e-Wage และสำนักงานทั่วประเทศ

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ได้ออกมาเน้นย้ำเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ว่า นายจ้างทุกคนต้องรายงานค่าจ้างที่จ่ายจริงให้ลูกจ้างตลอดปี 2568 (หรือที่เราคุ้นเรียกปี 68) เข้ากองทุนเงินทดแทนของ สปส. ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาแล้วค่ะ ทำไมถึงสำคัญ? เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองสิทธิลูกจ้าง เช่น ค่าชดเชยกรณีล้มเหลว ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากการทำงานนั่นเอง ถ้ารายงานไม่ถูกต้อง ลูกจ้างอาจได้สิทธิ์ไม่เต็มที่นะคะ

ค่าจ้างที่ต้องรายงานคือยอดจริงที่จ่าย ไม่เกินเพดาน 240,000 บาทต่อคนต่อปี แล้วคูณด้วยอัตราเงินสมทบที่ สปส. กำหนด ถ้าพบว่ายอดจริงสูงกว่าที่ประเมินไว้ตอนต้นปี นายจ้างต้องชำระส่วนต่างเพิ่มภายในเดือนมีนาคม 2569 ทันทีเลยค่ะ ไม่งั้นโดนปรับดอกเบี้ย 2% ต่อเดือนของยอดค้าง แต่ไม่เกินยอดสมทบทั้งหมดนะ

วิธีรายงานค่าจ้างปี 68 ผ่าน 2 ช่องทาง สะดวกสุดๆ

ดีใจด้วยค่ะที่ สปส. เปิดให้เลือก 2 ช่องทาง รายงานข้อมูลจำนวนลูกจ้าง ณ 31 ธันวาคม 2568 และยอดค่าจ้างจริงทั้งปี (ม.ค.-ธ.ค. 2568) ได้เลย

  • ช่องทางที่ 1: ระบบ e-Wage ออนไลน์ – เข้าเว็บไซต์ www.sso.go.th คลิกเมนู e-Wage ลงทะเบียน/ล็อกอินด้วย username จาก สปส. แล้วกรอกข้อมูลตามแบบ กท.20 ก ได้เลย สะดวก ไม่ต้องไปไหน รายงานเสร็จแล้วไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำ! แนะนำสุดๆ สำหรับนายจ้างที่ลูกจ้างเยอะ
  • ช่องทางที่ 2: สำนักงานประกันสังคมพื้นที่ – พิมพ์แบบ กท.20 ก ยื่นด้วยตัวเองหรือทางไปรษณีย์ที่สำนักงาน สปส. จังหวัดหรืออำเภอที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เหมาะสำหรับคนที่ถนัดแบบ paper-based

กรณีค่าจ้างเปลี่ยนจากที่ประเมิน: ต้องทำยังไง?

ถ้าค่าจ้างจริง สูงกว่า ที่คาดไว้: ชำระเงินสมทบเพิ่มให้เสร็จสิ้นภายใน 31 มีนาคม 2569 ไม่งั้นปรับ 2% ต่อเดือน!

ถ้าค่าจ้างจริง ต่ำกว่า: สปส. จะตรวจสอบแล้วคืนเงินส่วนต่าง หรือนำไปเครดิตหักปีถัดไป เรียบร้อยหมดห่วง

เห็นมั้ยคะว่า รายงานค่าจ้างปี 68 ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ช่วยให้ทุกอย่างโปร่งใส ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกจ้าง 10 คน ค่าเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ปีละ 240,000 บาท สูงสุด สปส. คำนวณสมทบตามอัตรา (ปกติ 0.2-2.75% ขึ้นกับอุตสาหกรรม) นายจ้างประหยัดได้ถ้ารายงานถูกต้องตั้งแต่แรก

เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับนายจ้างยุคดิจิทัล

1. เตรียมข้อมูลล่วงหน้า: รวบรวมสลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง ตรวจสอบยอดรวมให้ครบ
2. ใช้ e-Wage ให้คล่อง: มีคู่มือ tutorial บนเว็บ สปส. ดูวิดีโอสอนก็มี
3. ถ้าสงสัยอะไร: โทรสายด่วน 1506 ฟรี 24 ชม. หรือไปสำนักงานใกล้บ้าน
4. อย่าลืมอัพเดทข้อมูลนายจ้าง-ลูกจ้างให้ตรงระบบ e-Service ด้วยนะคะ จะได้ไม่สะดุด

การ รายงานค่าจ้างปี 68 นี้ไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกจ้าง ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และช่วยให้กองทุนเงินทดแทนเข้มแข็ง คุ้มครองทุกคนได้จริง ในมุมมองของดิฉัน นายจ้างที่ใส่ใจเรื่องนี้มักเป็นที่รักของทีมงานมากกว่าเดิมซะอีก!

รีบเช็คและรายงานวันนี้เลยค่ะ! ถ้ายังไม่ทำ ระบบ e-Wage รอคุณอยู่ รับรองง่าย สะดวก ปลอดภัย 100%

ที่มา – กำชับนายจ้าง รายงานค่าจ้างปี 68 ผ่าน 2 ช่องทาง ระบบ e-Wage และสำนักงานทั่วประเทศ