วัน: 24 พฤษภาคม 2026

เป๊ป กวาร์ดิโอลา สถาปนิกผู้เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลไปตลอดกาล

เป๊ป กวาร์ดิโอลา สถาปนิกผู้เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลไปตลอดกาล

หากพูดถึงชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สถาปนิกผู้เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลไปตลอดกาล เชื่อว่าแฟนบอลทั่วโลกคงนึกถึงความสำเร็จอันมหาศาลที่เขาสร้างไว้กับทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยการคว้าแชมป์รายการใหญ่ถึง 17 ถ้วยในระยะเวลาเพียง 10 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเหลือเชื่อสำหรับยุคปัจจุบัน

เป๊ป กวาร์ดิโอลา สถาปนิกผู้เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลไปตลอดกาล

หลายคนมักตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้กวาร์ดิโอลาแตกต่างจากยอดกุนซือคนอื่นๆ คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่จำนวนถ้วยรางวัลเท่านั้น แต่มันอยู่ที่วิธีการที่เขานำเสนอปรัชญาฟุตบอลแบบใหม่ เขาไม่ได้แค่เข้ามาคุมทีม แต่เขาเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเล่น ตั้งแต่การสร้างเกมจากแดนหลังไปจนถึงการคุมพื้นที่ในสนามอย่างแม่นยำ

จุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงโลกฟุตบอล

เส้นทางของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สถาปนิกผู้เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลไปตลอดกาล เริ่มต้นจากโอกาสที่ได้รับในบาร์เซโลนา จากคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “ไม่มีดีพอ” สู่การเป็นผู้ปฏิวัติเกมลูกหนังด้วยแท็กติกที่ทั่วโลกต้องศึกษาตาม เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสไตล์การเล่นที่เน้นครองบอลและสร้างสรรค์เกมสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งในสเปน เยอรมนี และอังกฤษ

  • เขาสร้างทีมที่ยอดเยี่ยมถึง 3 ยุคที่ซิตี
  • เขาเปลี่ยนวิธีที่นักเตะและโค้ชทั่วโลกมองเกมนี้
  • เขาสร้างทายาททางความคิดมากมาย เช่น มิเกล อาร์เตต้า และแว็งซ็องต์ กอมปานี

การที่เขาสามารถถ่ายทอดแนวคิดให้กับลูกศิษย์จนกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในภายหลัง ยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้จัดการทีม แต่คือผู้วางรากฐานทางปัญญาให้กับฟุตบอลสมัยใหม่ แม้แต่ในวันที่เขาอำลาทีมไป เขาก็ยังวางแผนทิ้งมรดกเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่สมบูรณ์แบบไว้เสมอ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะยกให้เขาเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งที่สุดตลอดกาลหรือไม่ แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือ โลกฟุตบอลหลังจากผ่านยุคของกวาร์ดิโอลาไปแล้ว จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป คุณล่ะคิดว่าเขาควรเป็นอันดับ 1 ในใจคุณหรือไม่? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเถอะ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ช่วงนี้หลายพื้นที่เริ่มกังวลกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งสำคัญเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกได้เตรียมตัวรับมือกันครับ โดยมีเรื่อง มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ออกมาเพื่อให้การแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นไปอย่างเป็นระบบและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง อย่างจริงจัง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมงานในพื้นที่เพื่อให้ประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันท่วงที การดำเนินการตามนโยบาย มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้

บทบาทสำคัญของอาสาสมัครฝนหลวงในระดับจังหวัด

การจัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงเข้ามามีส่วนช่วย จะทำให้การรายงานสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ทำได้รวดเร็วขึ้นครับ โดยอาสาสมัครจะเป็นตัวกลางสำคัญในการสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านส่งตรงถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การวางแผนทำฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์พื้นที่ที่แห้งแล้งจริงๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไม มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง จึงเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและมีประโยชน์อย่างมาก

รายชื่อ 25 จังหวัดที่ดำเนินการ ได้แก่:

  • กลุ่มจังหวัดภาคกลาง: กาญจนบุรี, ชัยนาท, นครนายก, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, อ่างทอง
  • กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก: จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ระยอง, สระแก้ว

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านกลไกอาสาสมัครจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในอนาคต หากท่านอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากจังหวัดของท่านเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้ครับ

ที่มา – มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย

ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย

เป็นเรื่องราวที่เป็นกระแสข่าวใหญ่และได้รับความสนใจอย่างมากครับ สำหรับปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งสำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจผนึกกำลังกันบุกเข้าทลายเครือข่ายค้ายานรกข้ามชาติในจังหวัดเลย ซึ่งถือว่าเป็นผลงานการปราบปรามที่น่าชื่นชมกับการที่ ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย ได้สำเร็จ โดยในปฏิบัติการนี้เจ้าหน้าที่สามารถกดดันจนพบแหล่งซุกซ่อนขนานใหญ่ที่คาดว่าจะใช้เป็นจุดกระจายยาเสพติดล็อตใหญ่สู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายยาเสพติด

สำหรับการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเฝ้าติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดและหน่วยข่าวความมั่นคง ได้ร่วมกันขยายผลจากการจับกุมไอซ์เกือบ 2 ตันในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ทราบถึงความเชื่อมโยงของเครือข่าย จนกระทั่งนำไปสู่การที่ ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย จนสามารถรวบผู้ต้องหาได้ถึง 4 ราย พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล

รายละเอียดเพิ่มเติมของปฏิบัติการนี้มีจุดเข้าตรวจค้นสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่:

  • จุดที่ 1: โกดังริมถนนสาย 21 เลย-เพชรบูรณ์ หมู่ 2 ต.บ้านเสี้ยว อ.เมือง จ.เลย พบยาบ้า 10 ล้านเม็ด
  • จุดที่ 2: บ้านพักริมถนนสายวังสะพุง-ภูหลวง ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย พบยาบ้าอีก 10 ล้านเม็ด

นอกจากของกลางที่เป็นยาบ้าแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดรถยนต์ 4 คัน และโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อเร่งขยายผลหาตัวผู้บงการรายใหญ่มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

ในมุมมองของสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่าเราได้เห็นความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ในการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของสังคมและอนาคตของเยาวชนไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการขยายผลคดี ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย นี้ จะสามารถสาวไปถึงระดับนายทุนใหญ่คนไหนได้บ้าง เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านครับ

ที่มา – ทหาร-ตร. บุกยึดยาบ้า 20 ล้านเม็ด ขยายผลไอซ์ 2 ตัน ซ่อนโกดังเมืองเลย

รัฐบาลคุมเข้มตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว อย่าหลงเชื่อทำใบรับรองโดยไม่ต้องตรวจ

ในยุคที่การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ทางรัฐบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อจัดระเบียบให้ถูกต้องตามกฎหมาย ล่าสุดมีการเน้นย้ำถึงนโยบายรัฐบาลคุมเข้มตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว อย่าหลงเชื่อทำใบรับรองโดยไม่ต้องตรวจ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์และการใช้เอกสารปลอมในสถานประกอบการต่างๆ

เหตุผลที่รัฐบาลคุมเข้มตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว อย่าหลงเชื่อทำใบรับรองโดยไม่ต้องตรวจ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นใหญ่ สาเหตุหลักเพราะกระบวนการตรวจสุขภาพนั้นช่วยป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงและโรคต้องห้ามที่จะส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยในประเทศไทย การที่มีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างว่าสามารถออกใบรับรองแพทย์ได้โดยไม่ต้องเข้าตรวจจริงนั้น ถือเป็นการทำผิดกฎหมายขั้นร้ายแรง ทั้งต่อตัวนายจ้างเองและต่อความปลอดภัยของคนไทยในภาพรวมครับ

ทำไมการใช้ใบรับรองแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงสำคัญ?

ปัจจุบันกรมการจัดหางานได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตกว่า 63 แห่งทั่วประเทศเข้ากับฐานข้อมูลของรัฐโดยตรง ข้อดีคือ:

  • ป้องกันการปลอมแปลงเอกสารได้อย่างเด็ดขาด
  • ข้อมูลสุขภาพมีการบันทึกในระบบออนไลน์ Real-time
  • ป้องกันสถานพยาบาลเถื่อนหรือมิจฉาชีพสวมรอย

หากนายจ้างหรือบริษัทใดหลงเชื่อไปใช้บริการกับกลุ่มที่อ้างว่าทำใบรับรองได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ ขอบอกเลยว่ามีความเสี่ยงสูงมากครับ เพราะเมื่อมีการสุ่มตรวจจากเจ้าหน้าที่รัฐ ระบบจะฟ้องทันทีว่าเลขที่ใบรับรองนั้นไม่มีข้อมูลในสารบบ ซึ่งนั่นหมายถึงโทษทางอาญาและการถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการจ้างงานแรงงานต่างด้าวไปเลยทีเดียว

ดังนั้น นายจ้างทุกคนควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าสถานพยาบาลที่เลือกใช้บริการมีรายชื่ออยู่ในประกาศของกรมการจัดหางานหรือไม่ การปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดไม่ใช่แค่การเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัยในโรงงานหรือธุรกิจของคุณเองครับ

หากใครพบเห็นขบวนการทำใบรับรองแพทย์ปลอม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ชั้น 4 กรมการจัดหางานโดยตรง ทางการเข้มงวดจริงและพร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนทำหรือตัวกลางก็ตาม หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้นายจ้างหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้มากขึ้นนะครับ

ที่มา – รัฐบาลคุมเข้มตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว อย่าหลงเชื่อทำใบรับรองโดยไม่ต้องตรวจ

ทำไมเดิมพันถึงสูงยิ่งสำหรับสเปอร์สและเวสต์แฮม

ทำไมเดิมพันถึงสูงยิ่งสำหรับสเปอร์สและเวสต์แฮม

ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก สถานการณ์ของสองสโมสรดังอย่างท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด กลายเป็นประเด็นที่แฟนบอลทั่วโลกจับตามอง เพราะนี่คือจุดตัดสินชะตากรรมที่อาจเปลี่ยนอนาคตของสโมสรไปตลอดกาล ทำไมเดิมพันถึงสูงยิ่งสำหรับสเปอร์สและเวสต์แฮม ในเวลานี้? คำตอบชัดเจนอยู่ในตารางคะแนนที่บีบให้ทั้งคู่ต้องสู้เพื่อความอยู่รอดให้ได้

ทำไมเดิมพันถึงสูงยิ่งสำหรับสเปอร์สและเวสต์แฮม ถึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

แม้สเปอร์สจะได้เปรียบมากกว่าในแง่ของคะแนนและผลต่างประตูได้เสีย แต่ในโลกของฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หากสเปอร์สพลาดท่าแพ้ในบ้านต่อเอฟเวอร์ตัน และเวสต์แฮมคว้าชัยชนะได้สำเร็จ ทีมขุนค้อนจะแซงหน้าขึ้นมาทันที ซึ่งแน่นอนว่าแรงกดดันมหาศาลนี้ส่งผลต่อจิตใจของผู้เล่นทุกคนในสนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิกฤตการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สเปอร์สตกอยู่ในช่วงขาลงอย่างหนัก ทั้งการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมถึง 3 ครั้ง และสถิติที่ไม่น่าจำจดจากการไม่ชนะใครติดต่อกันหลายนัด ในขณะที่เวสต์แฮมเองก็ประสบปัญหาฟอร์มรูดในช่วงกลางฤดูกาลจนต้องมาลุ้นหนีตายในวินาทีสุดท้าย การตกชั้นไม่ได้หมายถึงแค่การเปลี่ยนลีก แต่มันหมายถึงวิกฤตการณ์ทางการเงิน การเสียผู้เล่นหลัก และรายได้ที่หายไปมหาศาล

  • รายได้จากการถ่ายทอดสดที่จะลดลงฮวบฮาบ
  • ความยากลำบากในการรักษาตัวผู้เล่นระดับสตาร์
  • ค่าใช้จ่ายคงที่มหาศาลเมื่อเทียบกับรายได้ของลีกรอง

หากสเปอร์สต้องลงไปดิวิชั่นสอง นี่จะเป็นความตกต่ำครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสร และสำหรับเวสต์แฮม การไม่มีรายได้จากพรีเมียร์ลีกอาจทำให้พวกเขาต้องขายแข้งตัวหลักเพื่อพยุงฐานะการเงินของสโมสรให้รอดพ้นจากภาวะล้มละลายหรือการขาดทุนสะสมที่รุนแรงขึ้น

ในวันที่เกมฟุตบอลกลายเป็นเรื่องของธุรกิจและศักดิ์ศรี ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร บทเรียนราคาแพงในฤดูกาลนี้จะเป็นสิ่งที่บอร์ดบริหารของทั้งสองทีมต้องกลับไปทบทวนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมในอนาคต

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

นิด้าโพลเผย บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นน่าสนใจจากผลสำรวจที่หลายคนจับตามองมาฝากกันครับ นั่นก็คือเรื่องของความเป็นกลางในสังคมไทย เมื่อล่าสุด นิด้าโพลเผย บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด จากมุมมองของประชาชนทั่วไป ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่การเมืองเข้มข้น ประชาชนมองหาที่พึ่งที่มีความยุติธรรมและโน้มเอียงน้อยที่สุดนั่นเองครับ

ผลสำรวจชี้ บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ เกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อความเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองของกลุ่มบุคคลต่างๆ ซึ่งผลปรากฏว่า บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ โดยได้รับคะแนนความเป็นกลางทั้งในระดับ “ค่อนข้างเป็นกลาง” และ “เป็นกลางมาก” ในสัดส่วนที่สูงมากครับ

ทำไมสังคมถึงยกให้กลุ่มจิตอาสาเป็นที่หนึ่งด้านความเที่ยงธรรม?

หากเรามาวิเคราะห์กันดู จะพบว่าอาชีพหรือกลุ่มคนเหล่านี้มักจะเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสังคมโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมมากที่สุด ตรงข้ามกับกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง หรือกลุ่มที่มีอาชีพเน้นการวิพากษ์วิจารณ์เป็นหลัก เช่น เพจการเมืองหรืออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมักจะถูกมองว่ามีจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนจนขาดความเป็นกลางไปในสายตาของบางกลุ่มครับ

  • กลุ่มจิตอาสาเพื่อสังคม: ครองอันดับ 1 ในใจประชาชนด้านความเป็นกลาง
  • บุคลากรองค์กรภาคประชาชน: ได้รับการยอมรับในความน่าเชื่อถือเป็นอันดับรองลงมา
  • พระสงฆ์และนักบวช: ยังคงเป็นกลุ่มที่ประชาชนมองว่ามีความเป็นกลางสูง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งของการสำรวจพบว่า กลุ่มข้าราชการหรือหน่วยงานรัฐ รวมถึงนักการเมืองเอง กลับถูกมองว่ามีความเป็นกลางลดน้อยลงไปตามลำดับ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับ ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ในการทำหน้าที่เป็นอย่างมากครับ การที่ บุคลากรองค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม เป็นกลางทางการเมืองที่สุด จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงโหยหาความยุติธรรมที่ปราศจากสีเสื้อนั่นเอง

บทเรียนจากผลโพลครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่าคิดสำหรับหลายๆ ภาคส่วน ว่าการรักษาความเป็นกลางและจุดยืนที่โปร่งใส คือกุญแจสำคัญที่สุดในการได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนในระยะยาว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากคุณทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริงโดยปราศจากเงื่อนปมการเมือง คุณจะกลายเป็นที่ยอมรับของคนในชาติอย่างแน่นอน แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับโพลหรือไม่ ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ

ที่มา – “นิด้าโพล” เผยบุคลากร องค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม ถูกมองเป็นกลางทางการเมืองมากที่สุด

ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้า

ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้า

สวัสดีครับพ่อค้าแม่ค้าทุกท่าน ช่วงนี้มีข่าวดีเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่หลายคนคงกำลังรอคอย นั่นก็คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่เตรียมจะเปิดให้ลงทะเบียนกันเร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจขั้นตอนและเตรียมตัวให้พร้อม ผมจึงรวบรวมรายละเอียดวิธีขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้ามาฝากกันแบบเน้นๆ ครับ

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายในร้านของเราได้เป็นอย่างดี โดยรัฐบาลตั้งใจจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ชุมชน สำหรับใครที่สงสัยว่าต้องทำอย่างไร วันนี้มาดูรายละเอียดกันครับว่าโครงการ ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้า นั้นมีหัวใจสำคัญอย่างไรบ้าง

รายละเอียดการลงทะเบียนโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้า

สำหรับการเข้าร่วมโครงการแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ครับ:

  • กลุ่มร้านค้าเดิม: สำหรับท่านที่เคยร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มาก่อน สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” ได้เลย สะดวกมากครับ
  • กลุ่มร้านค้าใหม่: ต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์และยื่นเรื่องที่ธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีบุคคลธรรมดาพร้อมสมัครร้านค้าถุงเงินก่อน
  • กลุ่มขนส่งมวลชน: สามารถสมัครผ่านแอปฯ ถุงเงินได้โดยตรงเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมคือเอกสารรับรองกิจการ หากใครที่ไม่มีประวัติในฐานข้อมูลรัฐ อย่าลืมไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่หน่วยงานในพื้นที่เพื่อขอการรับรองก่อนนำไปยื่นใบสมัครที่ธนาคารกรุงไทยนะครับ เพราะทุกกระบวนการเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และที่ขาดไม่ได้เลยคือการอัปเดตแอปฯ ถุงเงินให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าโครงการ ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สำหรับร้านค้า นี้จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากของเราหมุนเวียนได้คล่องตัวขึ้น หากใครที่กำลังมองหาโอกาสเพิ่มยอดขาย อย่าปล่อยให้สิทธินี้หลุดมือไปนะครับ รีบเตรียมเอกสารและตรวจสอบเงื่อนไขให้พร้อม แล้วพบกันวันเปิดรับสมัครครับ!

ที่มา – “ลลิดา” เปิดรายละเอียดขั้นตอนสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า

รวบพระหลอกกระทำชำเราเด็ก ทำงานแลกข้าวก้นบาตร

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก กับเหตุการณ์ รวบพระหลอกกระทำชำเราเด็ก ทำงานแลกข้าวก้นบาตร ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยออกมา ทำให้ชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระรูปนี้อย่างหนัก

คดีสะเทือนขวัญ รวบพระหลอกกระทำชำเราเด็ก ทำงานแลกข้าวก้นบาตร

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กหญิงวัย 12 ปี ซึ่งมีฐานะยากจนและกำพร้าพ่อแม่ ต้องอาศัยอยู่กับยายที่มีอาการป่วย โดยใช้เวลาว่างจากการเรียนมาช่วยงานที่วัดเพื่อแลกกับข้าวก้นบาตรมาประทังชีวิต แต่ความไร้เดียงสาของเด็กกลับถูกพระเสถียรใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสนองตัณหา โดยการล่อลวงไปที่กุฏิและกระทำชำเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับยัดเงินจำนวน 200-300 บาท เพื่อปิดปากไม่ให้เด็กนำเรื่องไปบอกใคร

พฤติกรรมฉาว รวบพระหลอกกระทำชำเราเด็ก ทำงานแลกข้าวก้นบาตร

ความจริงถูกเปิดเผยเมื่อเพื่อนของเด็กเห็นความผิดปกติในขณะที่พระเสถียรทำทีไล่เด็กชายอีกคนไปซื้อขนม จึงได้แอบส่องดูเหตุการณ์ภายในกุฏิและพบเห็นการกระทำที่รับไม่ได้ ก่อนจะรีบนำเรื่องนี้แจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านและตำรวจจนนำไปสู่การจับกุมในที่สุด สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ หลังจากถูกจับกุมแล้ว อดีตพระรูปนี้ยังได้โพสต์สตอรี่แสดงความเสียใจและขออโหสิกรรม โดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้แพ้มาร ซึ่งเป็นข้ออ้างที่สังคมไม่สามารถยอมรับได้กับความผิดที่เกิดขึ้นกับเด็กผู้เยาว์

  • ผลกระทบต่อจิตใจเด็ก: การถูกกระทำในสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดอย่างวัด ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กหญิงเป็นอย่างมาก
  • การดำเนินคดีทางการกฎหมาย: เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาหนักและคัดค้านการประกันตัว เพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
  • บทเรียนสังคม: พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด แม้จะเป็นในสถานที่ที่ดูเหมือนจะปลอดภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ให้กับชุมชนและสังคมไทย ว่าเราจำเป็นต้องเฝ้าระวังภัยใกล้ตัว แม้แต่ในรั้ววัดที่ควรจะเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างความดี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันกวดขันดูแลไม่ให้เกิดเรื่องสลดเช่นนี้ซ้ำอีก

ที่มา – รวบพระหลอกกระทำชำเราเด็ก ทำงานแลกข้าวก้นบาตร ถูกจับโพสต์สตอรี่ ขออโหสิ บอกแพ้มาร

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม

เชื่อว่าหลายคนคงจำความตื่นเต้นตอนที่เราได้เห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้กันได้นะครับ แต่ผ่านมาถึงวันนี้ 480 วันแล้ว กลับกลายเป็นว่าความก้าวหน้าในการปรับปรุงกฎหมายลูกให้สอดรับกับความเป็นจริงนั้นยังดูเชื่องช้าเหลือเกิน ล่าสุด คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.จากพรรคประชาชน ได้ออกมาส่งเสียงแทนพี่น้องกลุ่มความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิที่ควรจะได้นั้นจะไม่เป็นเพียงแค่ลมปาก

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม อย่างเป็นรูปธรรม

การที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านการประกาศใช้เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ตามมาตรา 68 ของกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 180 วัน ซึ่งแปลว่าเราเลยกำหนดการนั้นมานานโขแล้ว และการนิ่งเฉยของหน่วยงานรัฐก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตจริงของผู้คนครับ

ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ สมรสเท่าเทียม ใช้งานได้จริง

คุณณัฐวุฒิได้ชี้ให้เห็นกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากไม่อยากให้คำว่าความเท่าเทียมเป็นเพียงภาพจำในเดือนไพรด์เท่านั้น:

  • ประมวลรัษฎากร: การจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยังไม่ครอบคลุมคู่สมรสหลากหลายเพศเมื่อมีบุตร
  • พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ: ปัจจุบันยังจำกัดสิทธิคู่ชาย-หญิงเท่านั้น ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ เสียโอกาสในการสร้างครอบครัวอย่างถูกต้อง
  • พ.ร.บ.สัญชาติ: กฎหมายปัจจุบันมีเกณฑ์การแปลงสัญชาติสำหรับคู่สมรสเพศหลากหลายที่ยากกว่าปกติอย่างไม่เป็นธรรม

หลายคนมองว่าหน่วยงานรัฐอาจจะกังวลเรื่องการฉวยโอกาสหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ในมุมมองของผู้สนับสนุนความเท่าเทียม เราเชื่อว่าการออกแบบกลไกป้องกันทำได้แน่นอนหากรัฐมีความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่บ่ายเบี่ยงด้วยการอ้างว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างฯ ไปวันๆ

เราคงไม่อยากเห็น Pride Month กลายเป็นแค่ช่วงเวลาของการจัดอีเวนต์โปรยปรายสีรุ้งในขณะที่กฎหมายภาคปฏิบัติยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน วันนี้จึงเป็นจังหวะที่สำคัญมากที่ภาคประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะความเท่าเทียมไม่ได้วัดกันที่คำพูด แต่พิสูจน์ได้ด้วยเนื้อหาของกฎหมายที่คุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ ครับ

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ