วัน: 31 พฤษภาคม 2026

ดาริโอ วิดอซิช หวังคว้าแชมป์ FA Cup เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพ่อ

ดาริโอ วิดอซิช หวังคว้าแชมป์ FA Cup เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพ่อ

ในศึกฟุตบอลหญิง FA Cup รอบชิงชนะเลิศที่กำลังจะมาถึงนี้ สำหรับทีมไบรท์ตัน ไม่เพียงแต่เป็นการล่าถ้วยรางวัลใหญ่ครั้งแรกของสโมสรเท่านั้น แต่มันยังมีความหมายลึกซึ้งในแง่ของจิตใจ เมื่อดาริโอ วิดอซิช หวังคว้าแชมป์ FA Cup เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพ่อผู้ล่วงลับ ราโด วิดอซิช อดีตทีมงานโค้ชคนสำคัญที่จากไปอย่างสงบเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยโรคมะเร็ง

แรงบันดาลใจจากความรักที่ ดาริโอ วิดอซิช หวังคว้าแชมป์ FA Cup เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพ่อ

การจากไปของราโด วิดอซิช ในวัย 64 ปี สร้างความโศกเศร้าให้กับทุกคนในสโมสรไบรท์ตัน ดาริโอ วิดอซิช เองต้องหยุดพักงานไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เพื่อจัดการกับความสูญเสีย แต่การกลับมาของเขาหลังจากนั้นได้สร้างพลังบวกมหาศาล ทำให้ทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนผ่านเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ดาริโอเผยว่าเขายังคงนึกถึงคำสอนและโน้ตต่างๆ ที่คุณพ่อเคยบันทึกไว้ในฐานะโค้ช และเขารู้สึกว่าคุณพ่อคอยอยู่เคียงข้างในทุกเกมการแข่งขันเสมอ

ก้าวต่อไปสู่ความสำเร็จของไบรท์ตัน

นอกจากเรื่องราวความผูกพันภายในครอบครัวแล้ว ปัจจุบันสโมสรไบรท์ตันยังอยู่ในช่วงของการยกระดับทีมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในศูนย์ฝึกซ้อมระดับโลกและการวางแผนสร้างสนามฟุตบอลหญิงโดยเฉพาะแห่งแรกในยุโรป การที่ดาริโอ วิดอซิช หวังคว้าแชมป์ FA Cup เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพ่อ จึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความมุ่งมั่นของทีมที่ก้าวผ่านความยากลำบากมาได้อย่างสง่างาม

  • ฟร้าน เคอร์บี้ ดาวยิงตัวเก่งเชื่อมั่นว่าชัยชนะครั้งนี้จะถือเป็นการให้เกียรติแก่ผลงานของราโด
  • ผู้เล่นอย่าง แมดิสัน เฮลีย์ ยืนยันว่าทุกคนในทีมต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือทำชื่อเสียงให้ราโดภูมิใจ
  • แฟนบอลต่างเฝ้ารอคอยชมเกมที่อัดแน่นด้วยอารมณ์และความมุ่งมั่นที่สนามเวมบลีย์

ความสำเร็จในสนามไม่เพียงแค่การได้ชูถ้วยรางวัล แต่สำหรับดาริโอและลูกทีม นี่คือโอกาสในการส่งต่อความภูมิใจครั้งสุดท้ายให้กับชายผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาตลอดมา ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร เรื่องราวของวิดอซิชจะเป็นที่จดจำในฐานะบทพิสูจน์แห่งความรักและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้สำหรับคนรักฟุตบอลทุกคน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ผบ.ตร. สั่งเข้มปราบพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ พบ Gen Z กว่า 4 ล้านคน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นผ่านตากับข่าวการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยล่าสุดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาตรการเด็ดขาดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อ ผบ.ตร. สั่งเข้มปราบพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ หลังพบตัวเลขที่น่าตกใจว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีเยาวชนกลุ่ม Gen Z เข้าสู่วงจรพนันออนไลน์ไปแล้วมากกว่า 4 ล้านคน!

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเมื่อ ผบ.ตร. สั่งเข้มปราบพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ

การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงที่ผ่านมาถือว่าทำได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการปิดกั้น URL ไปแล้วกว่า 7 แสนแห่ง อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ของกลุ่มมิจฉาชีพในปัจจุบันมีการปรับตัวไปไกล ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัญชีนิติบุคคล การโอนเงินผ่านระบบคริปโทเคอร์เรนซี หรือแม้แต่การใช้ Influencer ชื่อดังมาทำคอนเทนต์ชักชวนให้คนหลงเชื่อ ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ผบ.ตร. สั่งเข้มปราบพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ เพื่อหยุดยั้งการเข้าถึงของเยาวชนและผู้ที่กำลังหลงผิด

กลโกงที่มาพร้อมคอนเทนต์ดึงดูดใจ

ปัจจุบันกลุ่มเว็บพนันไม่ได้ใช้วิธีเดิมๆ อีกต่อไป แต่เลือกใช้การตลาดเชิงรุก เช่น:

  • การโฆษณาแฝงผ่านวิดีโอสั้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
  • การจ้าง Influencer ให้ช่วยโปรโมตหรือชักชวนเข้ากลุ่ม
  • กิจกรรมแจกเครดิตฟรีเพื่อกระตุ้นให้นักพนันหน้าใหม่เข้ามาลอง

สำหรับช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายนนี้ ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ก็ได้เตรียมนำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับเว็บไซต์ผิดกฎหมายให้ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เยาวชนต้องตกเป็นเหยื่อของการพนันฟุตบอล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ตัวเลขผู้เล่นอายุน้อยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราต้องรู้เท่าทันกลลวงเหล่านี้ อย่าหลงเชื่อคำชวนที่เน้นการรวยทางลัด เพราะท้ายที่สุดแล้วพนันออนไลน์มีแต่จะทำให้สูญเสียทรัพย์สินและอาจถึงขั้นติดคุกได้หากกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ การตระหนักรู้และช่วยกันเป็นหูเป็นตาคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยจากภัยเงียบในโลกไซเบอร์นี้ หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อรักษาสังคมให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับคนรุ่นใหม่ต่อไป

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งเข้มปราบพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ พบครึ่งปี 69 Gen Z เข้าสู่วงจรกว่า 4 ล้านคน

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือด หลังจากที่สภาฯ มีมติคว่ำญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน เพราะมองว่าโครงการระดับล้านล้านบาทควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างเป็นทางการ

การผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับฟังรอบด้าน นายชัยชนะมองว่าแทนที่จะทุ่มงบประมาณก้อนโตไปกับแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรหันมาเน้นโครงการที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริงๆ มากกว่า เช่น:

  • การสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ถึงนราธิวาส
  • การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
  • การยกระดับท่าเรือน้ำลึกให้รองรับเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างแท้จริง

โดยนายชัยชนะยังย้ำว่า การที่รัฐบาลเลือกทำแบบนี้ เท่ากับว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนภาคใต้โดยรวม เพราะงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ควรถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

เสียงสะท้อนถึง สส. ภาคใต้จากพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่ใช่เพียงแค่การวิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ฝากเตือนไปยัง สส. ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า ควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนที่เลือกท่านเข้ามามากกว่ามติพรรคหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจ เพราะในวันที่หาเสียง ทุกคนสัญญาว่าจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาลงมติจริง กลับมองข้ามความต้องการของคนเหล่านั้นไปเสียสิ้น

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง การมีกรรมาธิการตรวจสอบไม่ใช่การขัดขวางโครงการ แต่คือการสร้างหลักประกันเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการระดับล้านล้านจะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่สร้างภาระหนี้สินทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดกว้างรับฟังและแสดงความจริงใจให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

แฟนบอลก่อจลาจลฉลองชัย PSG ถูกจับกุมกว่า 400 คนในฝรั่งเศส

แฟนบอลก่อจลาจลฉลองชัย PSG ถูกจับกุมกว่า 400 คนในฝรั่งเศส

บรรยากาศการฉลองชัยชนะในการแข่งขันฟุตบอลมักจะเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษสำหรับแฟนบอลทั่วโลก แต่ล่าสุดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่น่าตกใจ เมื่อการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ของสโมสรเปแอสเช (PSG) เหนืออาร์เซนอล ได้จบลงด้วยความรุนแรงจนนำไปสู่การจับกุมแฟนบอลนับร้อยชีวิต

เหตุการณ์ แฟนบอลก่อจลาจลฉลองชัย PSG ถูกจับกุมกว่า 400 คนในฝรั่งเศส

หลังจากเสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น ความยินดีกลับกลายเป็นความวุ่นวาย เมื่อฝูงชนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันฉลองบนท้องถนน แต่การเฉลิมฉลองนี้กลับเปลี่ยนทิศทางสู่ความรุนแรง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องระดมกำลังนับพันนายเข้าควบคุมสถานการณ์ที่ทำให้การจราจร ทั้งรถบัสและรถไฟในปารีสต้องหยุดชะงักลง โดยมีรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่ามีผู้ถูกจับกุมรวมทั้งสิ้นถึง 416 คน โดย 280 คนเป็นการจับกุมในพื้นที่ใจกลางเมืองหลวง

ความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ แฟนบอลก่อจลาจลฉลองชัย PSG ถูกจับกุมกว่า 400 คนในฝรั่งเศส ในครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ มีการจุดพลุไฟ การเผารถจักรยานไฟฟ้าตามท้องถนน และการทุบกระจกหน้าร้านค้าหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 นายจากการเข้าปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไร้ระเบียบ

  • มีการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายกลุ่มฝูงชนในย่านใจกลางเมือง
  • ยานพาหนะเสียหาย 6 คัน และมีป้ายรถเมล์ได้รับความเสียหาย
  • ร้านค้าตามเส้นทางได้รับความเสียหายจากการจลาจล

ทางด้าน รัฐมนตรีมหาดไทย Laurent Nuñez ได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” ขณะที่ มารีน เลอ แปน ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัด ได้วิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อโซเชียลว่า มีเพียงฝรั่งเศสเท่านั้นที่การชนะฟุตบอลกลายเป็นต้นเหตุของจลาจล ทำให้ประชาชนต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนท้องถนน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ซ้ำรอยปีที่ผ่านมา ซึ่งชัยชนะของเปแอสเชเคยนำไปสู่ความสูญเสียถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว ทั้งที่ฟุตบอลควรจะเป็นกีฬาที่สร้างรอยยิ้มและความสามัคคี แต่กลับกลายเป็นเวทีของความรุนแรงเสียอย่างนั้น ในฐานะแฟนกีฬาเราควรตระหนักว่าชัยชนะของทีมรักมีค่าเกินกว่าจะเอาไปแลกกับชีวิต ทรัพย์สิน หรือรอยร้าวในสังคมเช่นนี้

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

จีน กับความก้าวหน้าที่เกินต้านทาน ในอุตสาหกรรม EV

เชื่อไหมครับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV/REEV) ของประเทศจีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างมาก ซึ่งเราเรียกยุคนี้ว่า จีน กับความก้าวหน้าที่เกินต้านทาน โดยในปี 2026 นี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เน้น “คุณภาพ” นำหน้า “ปริมาณ” หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงการทุ่มตลาด รัฐบาลจีนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของแบรนด์ที่ไม่สามารถไปต่อได้ จนสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงอุตสาหกรรม ทางการจีนจึงยกระดับมาตรฐานทางเทคนิคเพื่อคัดกรองผู้ผลิต ให้เหลือแต่แบรนด์ที่ล้ำสมัยและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้จริงๆ

จีน กับความก้าวหน้าที่เกินต้านทาน ในปี 2026

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 จีนได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการใช้พลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อย่างเข้มงวดที่สุดในโลก โดยกำหนดเพดานอัตราการใช้ไฟฟ้าต่อระยะทางที่ 100 กม. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมถึง 11% ใครที่ทำรถสเปกต่ำหรือไร้ประสิทธิภาพ จะถูกตัดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทันที นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ จีน กับความก้าวหน้าที่เกินต้านทาน ที่บีบให้ผู้ประกอบการต้องหันมาโฟกัสที่นวัตกรรมมากกว่าการลดต้นทุนราคาถูกแบบไร้ทิศทาง

New Quality Productive Forces กับเป้าหมายระดับโลก

นอกจากมาตรฐานพลังงานแล้ว จีนยังมุ่งเน้นไปที่การยกระดับอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยีหลัก 4 ตัว ได้แก่:

  • Semiconductors: การสร้างห่วงโซ่อุปทานชิปของตนเองเพื่อความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี
  • Green Energy: การกุมห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่และเหมืองแร่หายากไว้ในมือ
  • AI & Digital Economy: การใช้ประโยชน์จาก Big Data และ 5G เพื่อสร้างระบบอัจฉริยะในรถยนต์
  • Deep Value Chain: การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่คุณค่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

แบรนด์รถ EV ในปี 2026 จะต้องมีเทคโนโลยีเช่น ระบบ Super Fast Charge ที่ชาร์จ 10%–80% ภายใน 15 นาที และระบบ Intelligence Cockpit ที่มี AI Proactive คอยดูแลผู้ขับขี่ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่รถทุกคันต้องมี

สำหรับประเทศไทย การที่จีนก้าวข้ามผ่านช่วงวัยเด็กของอุตสาหกรรมไปได้นั้น ส่งผลให้เราต้องปรับตัวตามอย่างหนัก เพราะค่ายรถจีนไม่ได้แค่ขายรถ แต่เขากำลังถ่ายทอดระบบนิเวศน์ทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนทับซ้อนลงมาในพื้นที่ของเรา การเป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ประกอบการไทยต้องขยับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือซอฟต์แวร์มากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานที่จีนกำลังเซตใหม่ให้กลายเป็นมาตรฐานสากล

สรุปได้ว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการวางแผนระยะยาวเพื่อให้จีนเป็นผู้กำหนดเกมในตลาดอีวีทั่วโลก หากเรามองเห็นโอกาสและปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังนี้ได้ ไทยก็น่าจะมีโอกาสรอดและรุ่งในฐานะศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอาเซียนได้อย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – จีน กับความก้าวหน้าที่เกินต้านทาน

เอกชนฝรั่งเศสสนใจอุตสาหกรรมการบิน นายกฯ ยันไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีจากแดนไกล เมื่อนายกรัฐมนตรีได้นำคณะไปเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อประกาศศักยภาพให้โลกรู้อย่างเต็มภาคภูมิว่าประเทศไทยเรามีดีแค่ไหน โดยเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจมากคือ เอกชนฝรั่งเศสสนใจอุตสาหกรรมการบิน นายกฯ ยันไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่ ถือเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น

เอกชนฝรั่งเศสสนใจอุตสาหกรรมการบิน นายกฯ ยันไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่

การหารือกับกลุ่ม MEDEF International ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสกว่า 38 แห่ง ไม่ใช่แค่การพบปะธรรมดา แต่เป็นการตอกย้ำว่านักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเรามีเป้าหมายผลักดันให้อู่ตะเภาเป็น Aviation Hub ระดับโลก เราจึงเห็นภาพชัดเจนว่า เอกชนฝรั่งเศสสนใจอุตสาหกรรมการบิน นายกฯ ยันไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่ อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

ศักยภาพของไทยในสายตานักลงทุนระดับโลก

ทำไมฝรั่งเศสถึงสนใจเราขนาดนี้? คำตอบง่ายๆ คือเรามีทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมและโครงสร้างพื้นฐานที่ครบวงจร หากพิจารณาถึงความพร้อม เรามีจุดเด่นที่ทำให้นักลงทุนต้องเหลียวมอง ดังนี้:

  • สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 60 ล้านคนต่อปี
  • ความพร้อมของระบบรางและท่าเรือที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายโลจิสติกส์อาเซียน
  • แรงงานฝีมือไทยที่สามารถปรับทักษะ (Upskill) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้
  • นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ภาคเอกชนฝรั่งเศสจะมองเห็นโอกาสในการเข้ามาตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นฮับสำคัญของภูมิภาค

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐบาลรุกหนักในเวทีต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นถือเป็นการเดินเกมที่ถูกต้อง เพราะการดึงดูดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบินจากต่างชาติจะช่วยให้ประเทศไทยไม่ต้องเป็นแค่ผู้ใช้ แต่จะเป็นฐานการผลิตและผู้เชี่ยวชาญในห่วงโซ่อุปทานการบินโลกได้ในระยะยาว หากไทยสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้สำเร็จ อนาคตของการบินและโลจิสติกส์ในอาเซียนก็อยู่ในกำมือเราแล้วครับ

ที่มา – รัฐบาลเผย เอกชนฝรั่งเศสสนใจอุตสาหกรรมการบิน นายกฯ ยันไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ

เรียกได้ว่าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่น่าประทับใจยิ่ง เมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้ผนึกกำลังกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง SIRIVANNAVARI จัดงานนิทรรศการเทิดพระเกียรติสุดพิเศษภายใต้ชื่อ “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” ซึ่งถือเป็นการนำเสนอความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่า

ภายในงาน สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ไทย โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้ออกแบบและถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

รายละเอียดความวิจิตรบรรจงในแต่ละชิ้นงาน

สำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • เนคไทสำหรับนักศึกษาชาย: ใช้สีเขียวประจำสถาบันพระปกเกล้า โดดเด่นด้วยลายดอกไอริสสีเหลืองสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI
  • เนคไทสำหรับผู้บริหาร: มาในโทนสีดำสุดสง่างามและน่าเชื่อถือ
  • ผ้าพันคอสำหรับนักศึกษาหญิง: งดงามด้วยลายวาด “ต้นประดู่” พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 7 ที่ดูละมุนและมีเอกลักษณ์

การที่ สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตของที่ระลึกธรรมดา แต่คือการบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์การศึกษาและวัฒนธรรมไทยที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา (หยุดวันจันทร์) มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานมรดกอันล้ำค่าและสัมผัสงานศิลปะไทยไปพร้อมกับเรา เพราะงานนี้คุ้มค่าแก่การเข้าชมจริงๆ ครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ร่วมงาน Pride Month

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ร่วมงาน Pride Month

วันนี้บรรยากาศการหาเสียงคึกคักเป็นพิเศษ เมื่ออนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนพร้อมนำเสนอนโยบายเร่งด่วนในการพัฒนาเมืองหลวงให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำศักยภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในการดูแลคนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาระบบตลาดในกรุงเทพฯ โดยยกเอาตลาดสัมมากรเป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวก สะอาด และปลอดภัย โดยตั้งเป้าจะยกระดับตลาดทั่วกรุงเทพฯ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังร่วมพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้กับประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายรูปตลอดเส้นทาง

ก้าวสำคัญสู่ กทม. ที่เท่าเทียมและทันสมัย

นอกจากประเด็นเรื่องตลาดแล้ว ในช่วงบ่ายวันนี้ อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งหมดยังเตรียมมุ่งหน้าไปร่วมกิจกรรม Pride Month ที่สีลม เพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคให้ความสำคัญและต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงภายในองค์กรของ กทม. ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น คณะหาเสียงยังได้ลงพื้นที่ชานเมืองเพื่อหารือเรื่องการผลักดันเกษตรกรรมทางเลือก โดยมีความมุ่งหวังดังนี้:

  • เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมสู่ระบบ Smart Farming
  • สนับสนุนพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่ตลาดต้องการสูง เช่น ไทม์ และผักไฮโดรโปนิกส์
  • จับคู่ผลผลิตพรีเมียมให้กับร้านอาหารระดับ Michelin Guide

การมุ่งเน้นนโยบายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เพียงแต่ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ต้องการสร้างโอกาสและอนาคตให้กับคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน การที่กลุ่มผู้สมัคร สก. อย่างนายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ร่วมลงพื้นที่ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าทีมงานมีความพร้อมและคลุกคลีกับปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ การที่ อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า กทม. สามารถพัฒนาให้เป็นเมืองที่ทันสมัยและน่าอยู่มากขึ้นได้ ผ่านการใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการที่เข้าถึงพื้นที่จริง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนตลาด กทม. ให้เป็นสมาร์ทมาร์เก็ต? มาร่วมแชร์ไอเดียเพื่อให้กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นไปด้วยกันครับ

ที่มา – “อนุชา” ควง “อภิสิทธิ์” ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร บ่ายนี้ร่วมงาน Pride Month

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา ลัทธิเสนานิยมใหม่ สวนกลับจีน

กลายเป็นประเด็นเดือดในเวทีโลกเมื่อรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นออกมาตอกกลับข้อกล่าวหาจากจีนอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะในประเด็นที่จีนพยายามตราหน้าว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการประชุมความมั่นคง “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่สิงคโปร์ ท่ามกลางสายตาผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากทั่วโลก

ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง

นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่ที่ประเทศซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดยุทธศาสตร์ไว้อย่างมหาศาล กลับมากล่าวหาญี่ปุ่นที่ไม่มีอาวุธทำลายล้างสูงเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุกคามเสียเอง การที่ญี่ปุ่นถูกกล่าวหาเช่นนี้ถือว่าห่างไกลจากความเป็นจริงอย่างมาก เพราะญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในวิถีทางแห่งสันติภาพและกฎบัตรสหประชาชาติมาโดยตลอดนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2

ข้อโต้แย้งสำคัญเรื่องลัทธิเสนานิยมใหม่

นอกจากประเด็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ทางด้านญี่ปุ่นยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของจีนในการใช้งบประมาณกลาโหมและการขยายอิทธิพลทางทหารอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นดังต่อไปนี้:

  • การสะสมนิวเคลียร์และเครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ของจีน
  • ความไม่โปร่งใสในการเปิดเผยงบประมาณทางทหาร
  • การดำเนินกิจกรรมทางทหารที่สร้างความตึงเครียดในพื้นที่ทับซ้อน

ญี่ปุ่นยืนยันว่าการที่ตนเองตัดสินใจอัปเกรดเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เช่น AI, โดรน และการส่งออกอาวุธบางประเภท เป็นเพียงการปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่และเพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาค ไม่ใช่การทำ ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง อย่างที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันกระแสเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของญี่ปุ่น

แม้จะมีการโต้วาทีที่ดุดัน แต่ญี่ปุ่นยังคงแสดงจุดยืนว่าพร้อมเปิดประตูเจรจาเพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ถึงแม้ว่าในปีนี้รัฐมนตรีกลาโหมของจีนจะไม่ได้มาร่วมการประชุมด้วยตัวเองก็ตาม สุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของเอเชียไม่ได้ขึ้นอยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ขึ้นอยู่กับการแสดงความจริงใจและความโปร่งใสของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดสมดุลแห่งอำนาจที่ยุติธรรม

ที่มา – ญี่ปุ่นโต้ข้อกล่าวหา “ลัทธิเสนานิยมใหม่” สวนกลับจีนเร่งสะสมนิวเคลียร์-อาวุธร้ายแรง