วัน: 10 สิงหาคม 2026

ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

ข่าวดีสำหรับสายเดินทาง เมื่อล่าสุด ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค อย่างเต็มสูบ ด้วยการออกโปรโมชั่นเด็ดลดค่าธรรมเนียมสนามบินถึง 50% เพื่อดึงดูดให้สายการบินต่างๆ เปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เชื่อมต่อสู่ท่าอากาศยานภูมิภาคมากขึ้น งานนี้บอกเลยว่าประชาชนอย่างเราได้รับอานิสงส์เต็มๆ เพราะนอกจากจะมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นแล้ว ยังอาจได้เห็นค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาสมเหตุสมผลกว่าเดิมอีกด้วย

ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเผยถึงแผนการดำเนินงานเชิงรุกภายใต้นโยบาย "Airport for Regional Development" โดยกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและค่าบริการที่เก็บอากาศยานลงครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้สายการบิน ซึ่งมาตรการ ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค นี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน

เงื่อนไขมาตรการส่งเสริมการบินใหม่

สำหรับมาตรการสนับสนุนนี้ กรมท่าอากาศยานได้กำหนดเงื่อนไขแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเส้นทางใหม่และสายการบินใหม่ ได้แก่:

  • เส้นทางบินใหม่ (New Route): ลดค่าธรรมเนียม 50% เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับเส้นทางที่ไม่เคยทำการบินมาก่อน หรือหยุดบินไปนานเกิน 1 ปี
  • สายการบินใหม่ (New Airline): ลดค่าธรรมเนียม 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับสายการบินรายใหม่ที่เข้ามาเปิดให้บริการในท่าอากาศยานสังกัด ทย.

มาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2570 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองที่จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านบริการและราคาอย่างคึกคัก

หากมองในมุมมองของผู้บริโภค การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะจะช่วยลดการผูกขาดในเส้นทางที่มีผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ทำให้เรามีโอกาสเลือกเวลาเดินทางและราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้ การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หันมาเที่ยวเมืองรองมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาวอย่างแน่นอน ใครที่มีแผนจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเตรียมตัวรอพบกับโปรโมชั่นจากสายการบินต่างๆ ได้เลยครับ

ที่มา – “ภัทรพงศ์” หนุนเที่ยวบินภูมิภาค คลอดโปรฯ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% ดึงรูทบินใหม่

เช็ก 4 จุดบอดรถบรรทุก ที่โชเฟอร์มองไม่เห็น

บนท้องถนนที่เราใช้กันทุกวัน การขับขี่ใกล้กับรถขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าการ ขี่อยู่ข้างรถใหญ่ ระวังกลายเป็นคนล่องหน เช็ก 4 จุดบอดรถบรรทุก ที่โชเฟอร์ไม่เห็น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากอุบัติเหตุร้ายแรงได้ เพราะรถบรรทุกมีข้อจำกัดด้านมุมมองที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายเท่าตัว

ขี่อยู่ข้างรถใหญ่ ระวังกลายเป็นคนล่องหน เช็ก 4 จุดบอดรถบรรทุก ที่โชเฟอร์ไม่เห็น

การเข้าใจพื้นที่อันตรายรอบตัวรถใหญ่จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์ได้ดีขึ้น นี่คือ 4 จุดบอดสำคัญที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ:

1. ด้านซ้ายของรถ: จุดบอดอันตรายที่สุด

พื้นที่ด้านซ้ายคือจุดที่เสี่ยงที่สุด โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่มักจะแทรกเข้ามา ผู้ขับรถบรรทุกมักจะมองไม่เห็นรถที่อยู่บริเวณนี้เลย และหากรถบรรทุกกำลังเลี้ยวซ้าย หางพ่วงอาจกวาดเข้ามาจนเกิดโศกนาฏกรรมได้

2. ด้านหน้ารถ: ระยะประชิดที่มองไม่เห็น

เนื่องจากตัวรถที่สูงชัน ทำให้โชเฟอร์ไม่สามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางที่อยู่ห่างออกไปเพียง 2-5 เมตร ดังนั้น อย่าได้ขับปาดหน้าหรือหยุดรถกระชั้นชิดในระยะนี้เด็ดขาด

3. ด้านท้ายรถ: ควรเว้นระยะห่างให้ปลอดภัย

การตามหลังรถใหญ่ในระยะใกล้เกินไปไม่เพียงแต่ทำให้คุณมองไม่เห็นสภาพถนนด้านหน้า แต่รถบรรทุกเองก็ไม่สามารถมองเห็นคุณเช่นกัน การเว้นระยะอย่างน้อย 30 เมตรคือทางออกที่ดีที่สุด

4. ด้านขวาของรถ: อย่าแช่ข้างรถนาน

แม้จะเป็นด้านที่มองเห็นได้ง่ายกว่าด้านซ้าย แต่การขับรถตีคู่หรือแช่อยู่ข้างรถบรรทุกเป็นเวลานานก็จัดว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรทำ หากจำเป็นต้องแซง ควรเร่งให้พ้นจากตัวรถโดยเร็วที่สุด

หลักการง่ายๆ ในการเอาตัวรอด: ถ้าคุณมองไม่เห็นหน้าคนขับรถบรรทุกผ่านกระจกข้าง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเขาก็มองไม่เห็นคุณเช่นกัน การมีสติและรักษาระยะห่างจึงเป็นวิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

อย่าลืมส่งต่อข้อมูลนี้ให้คนใกล้ตัว เพื่อให้ทุกการเดินทางบนท้องถนนมีความปลอดภัยมากขึ้น และลดการสูญเสียที่เกิดจากความไม่เข้าใจเรื่องจุดบอดรถบรรทุกครับ

ที่มา – ขี่อยู่ข้างรถใหญ่ ระวังกลายเป็นคนล่องหน เช็ก 4 จุดบอดรถบรรทุก ที่โชเฟอร์ไม่เห็น

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

เชื่อว่าใครที่ติดตามข่าวสารต่างประเทศช่วงนี้ คงต้องมีแอบตกใจกันบ้างกับข่าวใหญ่ที่ออสเตรเลีย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่าพบกระเป๋าลึกลับริมถนน จนกลายเป็น คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง” ซึ่งทำเอาทั้งตำรวจและชาวบ้านใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน

คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

เรื่องราวสุดระทึกนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านโออัลเลน รัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อมีพลเมืองดีสองคนไปพบกระเป๋าเดินทางถูกทิ้งไว้ในป่าข้างทาง ด้วยลักษณะที่ดูน่าสงสัยและรูปร่างที่เหมือนคน ทำให้พวกเขาตัดสินใจแจ้งตำรวจทันทีเพราะเชื่อว่าอาจมีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์และผลชันสูตร

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตฮูมได้รับแจ้ง จึงรีบเข้าปิดล้อมพื้นที่และส่งทีมงานนิติเวชเข้าตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจาก คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง” นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อหาความจริง โดยมีการใช้เวลาชันสูตรและตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์นานกว่า 20 ชั่วโมง

  • พบกระเป๋าเดินทางปริศนาบริเวณริมถนนโวลกอน
  • ตำรวจเข้ากันพื้นที่และดำเนินการตามขั้นตอนคดีอาญาอย่างเคร่งครัด
  • ผลตรวจจากห้องแล็บยืนยันว่าเป็นเพียงตุ๊กตายางสมจริงที่มีรอยฟกช้ำและเส้นผม

ความสมจริงของตุ๊กตาตัวนี้ถือว่าสูงมาก จนแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนยังต้องใช้เวลาตรวจสอบซ้ำๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ใช่ชีวิตมนุษย์จริงๆ ซึ่งทางผู้กำกับการตำรวจเขตฮูม ลินดา แบรดเบอรี ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างรัดกุมถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะเราต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง

เหตุการณ์ คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง” นี้เป็นบทเรียนที่ดีว่า แม้ในยุคที่เทคโนโลยีของใช้ต่างๆ จะดูสมจริงขึ้นมากจนแยกไม่ออก แต่ความรอบคอบและการแจ้งเหตุของพลเมืองดีก็ยังคงเป็นสิ่งที่ควรชื่นชม เพราะหากนั่นเป็นคดีฆาตกรรมจริงๆ การแจ้งเหตุที่รวดเร็วอาจช่วยไขปริศนาได้ทันเวลา

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้คือการไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเลยความสงสัย หากพบสิ่งผิดปกติในที่สาธารณะ การแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคือทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏโดยไม่เกิดความสูญเสียใดๆ เพิ่มเติมครับ

ที่มา – คดีพลิก ตำรวจออสเตรเลียเผยเหตุ “ศพหมกกระเป๋าเดินทาง” ที่แท้เป็น “ตุ๊กตายาง”

ขอนแก่นเปิด Ambulance Lane ช่องทางรถพยาบาลแห่งแรกในภาคอีสาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยประสบปัญหาการจราจรติดขัดหน้าโรงพยาบาล ซึ่งสำหรับคนทั่วไปอาจจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินแล้ว นี่คือเรื่องของความเป็นความตายเลยทีเดียว ล่าสุดจังหวัดขอนแก่นได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว ขอนแก่นเปิด Ambulance Lane ช่องทางรถพยาบาลแห่งแรกในภาคอีสาน เพื่อปลดล็อกวิกฤตการจราจรและช่วยชีวิตผู้ป่วยให้ได้ทันเวลา

ขอนแก่นเปิด Ambulance Lane ช่องทางรถพยาบาลแห่งแรกในภาคอีสาน เพื่อผู้ป่วยฉุกเฉิน

การเปิดตัวโครงการ ขอนแก่นเปิด Ambulance Lane ช่องทางรถพยาบาลแห่งแรกในภาคอีสาน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุข โดยมีการจัดสรรช่องทางจราจรเลนซ้ายสุดบนถนนศรีจันทร์ บริเวณหน้าโรงพยาบาลขอนแก่น ระยะทางประมาณ 300 เมตร เพื่อให้เป็นช่องทางพิเศษสำหรับรถฉุกเฉินโดยเฉพาะ ลดปัญหาการถูกรถคันอื่นจอดแช่หรือจอดขวางจนทำให้การนำส่งผู้ป่วยล่าช้า

ทำไมต้องมี Ambulance Lane ในขอนแก่น?

จากสถิติที่น่าสนใจพบว่า โรงพยาบาลขอนแก่นมีรถพยาบาลเข้า-ออกสูงถึง 36,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 100 คัน ซึ่งในเคสวิกฤต เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือภาวะสโตรก ทุกวินาทีมีค่าอย่างยิ่ง การมีช่องทางที่ชัดเจนจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้รวดเร็วขึ้นอย่างมาก นี่คือเหตุผลหลักที่ ขอนแก่นเปิด Ambulance Lane ช่องทางรถพยาบาลแห่งแรกในภาคอีสาน เพื่อตอบโจทย์ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

  • เพิ่มความคล่องตัวให้รถพยาบาลเข้าถึงผู้ป่วยได้เร็วขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการสูญเสียจากรถจอดขวางหน้าโรงพยาบาล
  • สร้างวินัยจราจรและจิตสำนึกที่ดีให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

โครงการนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการปิดถนนแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความร่วมมือจากประชาชนให้เว้นช่องทางจราจรด้านซ้ายสุดไว้ให้รถพยาบาล เพื่อให้ “เส้นทางแห่งชีวิต” สายนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนในการยกระดับคุณภาพชีวิต

ในมุมมองของผม โครงการนี้คือแบบอย่างที่น่าทำตามสำหรับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะเมื่อการจราจรหน้าโรงพยาบาลคล่องตัว โอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยย่อมมีมากขึ้น หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นโมเดลนี้กระจายไปสู่พื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ทุกชีวิตในประเทศไทยได้รับการรักษาที่ทันเวลาที่สุด

ที่มา – ขอนแก่นเปิด “Ambulance Lane” ช่องทางรถพยาบาลแห่งแรกในภาคอีสาน ช่วยชีวิตเคสฉุกเฉิน

มิดฟิลด์ Rangers โมฮาเหม็ด ดิโอมานเด เตรียมย้ายไปตุรกี

มิดฟิลด์ Rangers โมฮาเหม็ด ดิโอมานเด เตรียมย้ายไปตุรกี

แฟนบอลเดอะกลาสโกว์คงต้องเกาะติดสถานการณ์ตลาดซื้อขายให้ดีครับ เพราะล่าสุดมีข่าวหนาหูว่า มิดฟิลด์ Rangers โมฮาเหม็ด ดิโอมานเด เตรียมย้ายไปตุรกี เพื่อไปร่วมทีมโครูม (Corum) หลังจากทั้งสองสโมสรมีความคืบหน้าในการเจรจาค่าตัวที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 4.5 ล้านปอนด์

สถานการณ์ล่าสุด: มิดฟิลด์ Rangers โมฮาเหม็ด ดิโอมานเด เตรียมย้ายไปตุรกี

การย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นดีลใหญ่ที่น่าสนใจมาก โดยสื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่าดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้กำลังจะเดินทางไปยังอิสตันบูลในวันจันทร์นี้ เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายและพูดคุยรายละเอียดสัญญาขั้นสุดท้าย แม้ว่าในตอนแรกจะมีรายงานว่าทีมยื่นข้อเสนอ 4.8 ล้านปอนด์เข้ามา แต่ดูเหมือนตัวเลข 4.5 ล้านปอนด์จะเป็นจุดที่ตกลงกันได้

ผลกระทบต่อ Rangers และความเคลื่อนไหวในตลาดนักเตะ

นอกจากข่าวที่ มิดฟิลด์ Rangers โมฮาเหม็ด ดิโอมานเด เตรียมย้ายไปตุรกี แล้ว ทางสโมสร Rangers เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขากำลังมองหาตัวแทนและเสริมทัพในตำแหน่งอื่นด้วย โดยมีข่าวลือหนาหูว่ากำลังให้ความสนใจ Kosta Nedeljkovic แบ็กขวาจาก Aston Villa เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในรูปแบบยืมตัวหนึ่งฤดูกาล

ในส่วนของแนวรุก Rangers ยังคงพยายามเจรจากับ PSV Eindhoven เพื่อคว้าตัว Couhaib Driouech ปีกวัย 24 ปี แม้ว่าจะเคยถูกปฏิเสธข้อเสนอ 6 ล้านปอนด์ไปแล้ว แต่ดูเหมือนความตั้งใจของทีมยังคงชัดเจนที่จะคว้าตัวมาร่วมทัพให้ได้ ท่ามกลางการแข่งขันจากหลายสโมสรในยุโรป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการปฏิเสธข้อเสนอ 22 ล้านปอนด์จาก Galatasaray สำหรับ Youssef Chermiti ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามองของสโมสรว่าจะมีทิศทางในการสร้างทีมอย่างไรต่อไปภายใต้ความกดดันของตลาดซื้อขายที่ใกล้จะปิดลง

ในมุมมองของผม การปล่อยตัวมิดฟิลด์คนสำคัญในช่วงเวลานี้อาจดูเป็นความเสี่ยงสำหรับ Rangers แต่ถ้าหากพวกเขาสามารถเปลี่ยนเงินค่าตัวมาเป็นงบประมาณในการดึงผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง Nedeljkovic หรือ Driouech เข้ามาแทนที่ ก็อาจจะเป็นการปรับสมดุลทีมที่คุ้มค่าในระยะยาว แฟนบอลต้องมาคอยลุ้นกันว่าช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดรอบนี้ Rangers จะเปิดตัวแข้งใหม่ทันเวลาหรือไม่

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ประวัติ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.คนดัง ผู้ก่อเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองไทย กับกรณีที่ชื่อของ ฉลอง เรี่ยวแรง กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันภายในองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ประวัติ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.คนดัง ผู้ก่อเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี ให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นภาพเส้นทางชีวิตของนักการเมืองท่านนี้กันครับ

ประวัติ ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.คนดัง ผู้ก่อเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี

นายฉลอง เรี่ยวแรง เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2498 เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีมาอย่างยาวนาน ด้านการศึกษานั้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาครุศาสตรบัณฑิต จากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต และระดับปริญญาโท สาขาศิลปศาสตร์ด้านพัฒนาสังคม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีพื้นฐานการศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อย

เส้นทางการเมืองและที่มาของฉายา ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.คนดัง ผู้ก่อเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี

หากจะพูดถึง ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.คนดัง ผู้ก่อเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี ต้องบอกว่าเขามีเส้นทางที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน เริ่มต้นจากการเมืองท้องถิ่นก่อนจะขยับสู่ระดับประเทศ โดยเป็น ส.ส.นนทบุรี ถึง 3 สมัย ในปี 2539, 2548 และ 2554 ภายใต้สังกัดพรรคการเมืองที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชากรไทย พรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทย รวมถึงยังมีโอกาสได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างที่ปรึกษารัฐมนตรีในหลายกระทรวง

ในแง่ของฉายาทางการเมืองที่หลายคนคุ้นหูมีดังนี้:

  • หลอง งูเห่า: ฉายาที่โด่งดังช่วงปลายปี 2540 จากเหตุการณ์การเมืองกลุ่ม 13 งูเห่า ที่โหวตสวนมติพรรคเพื่อสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี
  • หลอง ซีดี: ฉายาที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการตรวจค้นบ้านพักในอดีต

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรุนแรงไม่เคยเป็นทางออกที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะในบริบทของการเมืองท้องถิ่นที่ควรจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบ้านเมืองมากกว่าการใช้กำลังตัดสินกัน สุดท้ายนี้เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้กับแวดวงการเมืองไทย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคตครับ

ที่มา – ประวัติ “ฉลอง เรี่ยวแรง” อดีต สส.คนดัง ผู้ก่อเหตุยิง “นายก อบจ.นนทบุรี” เสียชีวิต

ปลัดอุตสาหกรรม เลี่ยงตอบปมโยกข้ามห้วยไปพลังงาน บอกเป็นเรื่องของผู้ใหญ่

ปลัดอุตสาหกรรม เลี่ยงตอบปมโยกข้ามห้วยไปพลังงาน บอกเป็นเรื่องของผู้ใหญ่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการประจำสัปดาห์นี้ เมื่อมีกระแสข่าวหนาหูเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูง โดยเฉพาะกรณีของ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ถูกจับตามองว่าจะมีการโยกย้ายข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานหรือไม่ ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความระมัดระวังในคำพูด

เบื้องลึกกระแสข่าว ปลัดอุตสาหกรรม เลี่ยงตอบปมโยกข้ามห้วยไปพลังงาน บอกเป็นเรื่องของผู้ใหญ่

เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามข้อเท็จจริงจากนายณัฐพลถึงกระแสข่าวดังกล่าว ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นเป็นการปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดอย่างชัดเจน โดยใช้คำสั้นๆ ว่า “เอาไว้ก่อนแล้วกัน” เมื่อถูกถามจี้ถึงการทาบทามจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล นายณัฐพลได้ตอบเพียงว่า “อันนี้ต้องเป็นเรื่องของผู้ใหญ่” ซึ่งถือเป็นการตอบที่รักษามารยาทและเว้นระยะห่างได้อย่างเป็นมืออาชีพ

หากวิเคราะห์สถานการณ์นี้ เราจะพบว่าการเคลื่อนไหวของระดับบริหารในกระทรวงเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายของประเทศ โดยเหตุการณ์ ปลัดอุตสาหกรรม เลี่ยงตอบปมโยกข้ามห้วยไปพลังงาน บอกเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองในระบบราชการที่มักจะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

  • ความสำคัญของตำแหน่งปลัดกระทรวงในกระทรวงเศรษฐกิจ
  • การประสานนโยบายระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน
  • แนวทางการบริหารงานในอนาคตที่ต้องจับตาดูต่อไป

หลายฝ่ายมองว่า ไม่ว่าผลสรุปของการโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ข้าราชการระดับสูงต้องรักษาเสถียรภาพและเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม คงต้องรอความชัดเจนจากฝ่ายบริหารอีกครั้งว่าจะมีมติออกมาเป็นอย่างไร และเหตุการณ์ที่ ปลัดอุตสาหกรรม เลี่ยงตอบปมโยกข้ามห้วยไปพลังงาน บอกเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ จะจบลงที่จุดไหน

ในมุมมองของเรา เรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นกลไกปกติของระบบราชการไทย แต่สิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจมากกว่าคือ “ผลงาน” และ “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” ที่สัมผัสได้จริง ไม่ว่าใครจะมานั่งตำแหน่งไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วเป้าหมายสูงสุดก็คือความกินดีอยู่ดีของประเทศชาติครับ

ที่มา – ปลัดอุตสาหกรรม เลี่ยงตอบปมโยกข้ามห้วยไปพลังงาน บอกเป็นเรื่องของผู้ใหญ่

อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ

อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวลือเรื่อง “อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ” โดยท่านนายกฯ ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย พร้อมกับตั้งคำถามกลับว่าข่าวเหล่านี้มาจากไหนกันแน่

สรุปประเด็นอนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว พร้อมแจงปมไทยลีกคอนเนกชั่น

นายอนุทินได้กล่าวถึงกรณีที่ถูกโยงว่ามีการดึงตัว “งูเขียว” เข้ามาร่วมงานกับพรรคสีน้ำเงิน โดยย้ำว่าเป็นเพียงเรื่องขำขันที่ผู้สื่อข่าวถามขึ้นมาเอง ส่วนประเด็นเรื่องภาพนายเนวิน ชิดชอบ พบกับ สส. พรรคกล้าธรรมที่สนามบอลนั้น นายอนุทินชี้แจงว่าเป็นการทำหน้าที่ประธานสโมสรตามปกติของฤดูกาลแข่งขัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใด

  • นายอนุทินยืนยันว่าไม่ได้มีการดีลกับงูเขียวหรือใครทั้งสิ้น
  • ชี้เป้าภาพที่เห็นในสนามบอลเป็นเพียงมิตรภาพจากการแข่งขันกีฬา
  • หยิบน้ำมันเขียวขึ้นมาโชว์ พร้อมมุกเด็ด “ทาแล้วหัวไม่โน”

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ ท่านนายกฯ ยังได้โชว์อารมณ์ขันด้วยการหยิบขวดน้ำมันเขียวขึ้นมาให้สื่อมวลชนดู พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ทาแล้วหัวไม่โน” เพื่อเป็นการตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยท่านระบุว่าไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงถึงฝ่ายพรรคประชาชนหรือใครเป็นพิเศษ แต่แปลกใจที่อีกฝ่ายมักจะ “อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ” โดยการกระโดดออกมาตอบโต้ในสิ่งที่ตนไม่ได้เอ่ยชื่อถึง

นายอนุทินยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการทำงาน โดยย้ำว่าการมีสติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และคำสอนที่ว่า “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” นั้น เป็นหลักการที่ตนยึดถือมาโดยตลอด การโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียเป็นเพียงการแชร์หลักการใช้ชีวิต ไม่ได้มีนัยแฝงทางการเมืองเพื่อโจมตีผู้ใด ท่านนายกฯ ทิ้งท้ายด้วยการขอให้ทุกคนใช้สติในการวิเคราะห์ข่าวสาร เพราะบ้านเมืองต้องการความสงบมากกว่าการตีความที่เกินเลยไปไกล

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยมักจะมีสีสันแบบนี้อยู่เสมอ การติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสำคัญมากที่สุดครับ

ที่มา – ไม่รู้ข่าวงูเขียว “อนุทิน” บอกแค่เรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับอีกแล้ว ไม่ได้พูดถึงเขาเลย

“ฉลอง เรี่ยวแรง” เปิดใจสาเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ สำหรับกรณีข่าวใหญ่ในจังหวัดนนทบุรี เมื่ออดีต สส. คนดังอย่าง “ฉลอง เรี่ยวแรง” เปิดใจสาเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งสร้างความตกใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในบริเวณอาคาร อบจ.นนทบุรี ศาลากลางจังหวัด ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าปมเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

เบื้องลึก “ฉลอง เรี่ยวแรง” เปิดใจสาเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายฉลองได้เผยเหตุผลสั้นๆ ขณะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวว่า สาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้ มาจากการที่ตนเองกำลังประสบปัญหาชีวิตอย่างหนัก จึงได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทำให้เกิดความโกรธแค้นจนนำไปสู่เหตุการณ์บานปลายในที่สุด หลังจากก่อเหตุ นายฉลองยอมรับว่าตนเองรู้สึกมืดแปดด้านและไม่รู้จะหนีไปไหน จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมได้ในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยความรุนแรง

ทางด้าน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทั้งตัวผู้ก่อเหตุและผู้เสียหายนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพื่อนฝูงที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด การที่ “ฉลอง เรี่ยวแรง” เปิดใจสาเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่หากมีการพูดคุยผลประโยชน์หรือเรื่องส่วนตัวไม่ลงตัว ก็อาจเกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

  • เหตุเกิดที่อาคาร อบจ.นนทบุรี
  • ผู้ก่อเหตุคือ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส. นนทบุรี
  • ผู้เสียหายคือ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี
  • ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 รายเป็นคนขับรถ

ในแง่ของมุมมองต่อเหตุการณ์นี้ ต้องยอมรับว่าการใช้ความรุนแรงไม่เคยเป็นทางออกที่ดีสำหรับใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความลำบากส่วนตัวหรือปัญหาความสัมพันธ์ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะส่งผลเสียต่อตัวผู้กระทำผิดเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ากระบวนการยุติธรรมจะมีบทสรุปอย่างไร และหวังว่านี่จะเป็นอุทาหรณ์ให้หลายฝ่ายหันมาใช้สติในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้กำลังตัดสินครับ

ที่มา – “ฉลอง เรี่ยวแรง” เปิดใจสาเหตุยิง นายก อบจ.นนทบุรี ขอให้ช่วย กลับถูกปฏิเสธ