แมนยูยังมองเห็นแง่บวกแม้ทำแต้มหลุดมือต่อเนื่อง
แม้ว่าผลการแข่งขันนัดล่าสุดจะจบลงด้วยการเสมอ 2-2 กับเอฟเวอร์ตัน แต่กุนซือ ไมเคิล คาร์ริค และเหล่าสาวกปีศาจแดงยังคงมองว่าทีมยังมีสิ่งที่น่าประทับใจให้จดจำ ในสถานการณ์ที่ แมนยูยังมองเห็นแง่บวกแม้ทำแต้มหลุดมือต่อเนื่อง การเริ่มต้นฤดูกาลใหม่นี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความอดทนของแฟนบอลอย่างแท้จริง
หากเรามองเข้าไปในรายละเอียด ฟอร์มการเล่นของแข้งใหม่อย่าง เบนจามิน เซสโก้ ที่สามารถเบิกสกอร์แรกของฤดูกาลได้สำเร็จหลังจากพักรักษาอาการบาดเจ็บไปนาน ถือเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ ฟอร์มของ ค็อบบี้ เมนู และ ลุค ชอว์ ที่ยังคงมาตรฐานไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ก็เป็นจุดที่แฟนบอลสามารถยิ้มได้แม้ผลลัพธ์ในสนามจะไม่เป็นใจ
เหตุผลที่ แมนยูยังมองเห็นแง่บวกแม้ทำแต้มหลุดมือต่อเนื่อง
คาร์ริคให้สัมภาษณ์หลังเกมด้วยความมั่นใจว่าฟอร์มโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ เขาเชื่อว่าหากทีมยังคงรักษามาตรฐานการเล่นแบบนี้ต่อไป ผลการแข่งขันที่ต้องการจะตามมาอย่างแน่นอน โดยได้รับการสนับสนุนจากตำนานอย่าง เวย์น รูนีย์ ที่มองว่าแมนยูแสดงให้เห็นถึงการควบคุมเกมที่ดีกว่าเดิมชัดเจน แม้จะต้องเสียประตูจากลูกยิงไกลสุดสวยของคู่แข่งก็ตาม
ปัญหาการเสียประตูที่ต้องแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกมรับคือปัญหาใหญ่ที่คาร์ริคต้องรีบจัดการ การเสียถึงสองประตูในทุกเกมที่ผ่านมาไม่ใช่สถิติที่น่าพึงพอใจสำหรับทีมที่หวังลุ้นแชมป์ หาก แมนยูยังมองเห็นแง่บวกแม้ทำแต้มหลุดมือต่อเนื่อง แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ช่องว่างระหว่างคะแนนกับทีมจ่าฝูงอาจห่างออกไปเกินกว่าจะไล่ทัน โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่โปรแกรมหนักในแชมเปี้ยนส์ลีก
- เน้นการคุมจังหวะเกมจากแดนกลาง
- ปรับปรุงสมาธิในจังหวะป้องกันลูกยิงไกล
- เพิ่มความเฉียบคมในเกมรุกเพื่อปิดเกมให้ไวขึ้น
ในสัปดาห์ที่แสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความคาดหวัง แฟนบอลต้องเตรียมใจรับความกดดันที่จะถาโถมเข้ามาอีกระลอก ก่อนจะถึงศึกดาร์บี้แมตช์กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สิ่งที่คาร์ริคทำได้ดีที่สุดคือการสร้างความมั่นใจให้ลูกทีม เพราะฟุตบอลคือเกมที่ตัดสินกันด้วยผลลัพธ์ มากกว่าคำชื่นชมในรูปแบบการเล่นเพียงอย่างเดียว
บทสรุปของเรื่องนี้คือ แม้ปัจจุบันทีมจะยังมีปัญหาให้แก้ไข แต่การที่ผู้จัดการทีมยังคงมองโลกในแง่ดีและพยายามสร้างความสมดุลให้กับทีม ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพาทีมผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ สุดท้ายแล้วความสำเร็จจะวัดกันที่แต้มในตารางมากกว่าคำพูดในห้องแถลงข่าวอย่างแน่นอน
ที่มา – ไม่พบหัวข้อ





