วัน: 4 กันยายน 2025

ไปได้สวย! WSL2 ยกระดับสู่มืออาชีพเต็มตัว

เป็นเวลาหลายปีที่เรื่องราวซ้ำๆ ในลีกฟุตบอลหญิงระดับล่างของอังกฤษคือการที่นักกีฬาต้องทำงานนอกเวลาควบคู่ไปกับความรักในเกมลูกหนัง

เรื่องราวทั่วไปคือ นักเตะจะต้องทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น รีบไปฝึกซ้อมต่ออีก 2 ชั่วโมง แล้วกลับบ้านไปนอน โดยไม่มีเวลาทานอาหารให้เหมาะสม หรือมีชีวิตทางสังคม

สัญลักษณ์ที่ถูกทำให้โรแมนติกเกินจริงของการลงทุนที่น้อยเกินไป ที่ส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลหญิงมานานหลายปี โชคดีที่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีอีกแล้วใน Women’s Super League 2

เป็นครั้งแรก ในฤดูกาล 2025-26 ซึ่งจะเริ่มในวันศุกร์นี้ ทั้ง 12 ทีมในลีกระดับสองจะเป็นมืออาชีพอย่างเต็มตัว

การเติบโตของ WSL2 ซึ่งเปลี่ยนชื่อจาก Women’s Championship ในฤดูกาลนี้ ทำให้สโมสรสามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นชื่อดังได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลอนดอน ซิตี้ ไลออนเนสส์ คว้าตัว โคโซวาเร อัสลลานี กัปตันทีมชาติสวีเดน มาร่วมทีม ส่วนในฤดูร้อนนี้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้เซ็นสัญญากับ จอร์แดน น็อบส์ อดีตกองกลางของอาร์เซนอลและแอสตัน วิลลา

น็อบส์ ซึ่งติดทีมชาติอังกฤษ 71 ครั้ง ยังได้กลับบ้านเกิดอีกด้วย เธอเกิดที่สต็อกตัน-ออน-ทีส์ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับซันเดอร์แลนด์ แต่ย้ายออกไปส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดโอกาสในการเป็นมืออาชีพในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“เมื่อเห็นความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ของนิวคาสเซิล มันจึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ต้องคิดมาก” เธอกล่าวกับ BBC Sport เกี่ยวกับชีวิตในวงการฟุตบอลที่เริ่มต้นด้วยทีมแรกของเธอเมื่ออายุ 7 ขวบ

“เราเคยเล่นเกมข้างหลังที่จอดรถของมอร์ริสันส์ ฉันอยู่ในทีมหญิงล้วนในลีกชาย พ่อของฉันเคยเล่นฟุตบอล เราจะเล่นเทนนิสหัว”

“แต่เกมยังไม่พัฒนา ตอนนี้มันพัฒนาแล้ว และมันยิ่งใหญ่มากที่ได้เห็น คุณต้องการให้ฟุตบอลพัฒนา และเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ สามารถเล่นได้ที่นั่น เข้าร่วมทีม และเล่นอย่างมืออาชีพ

“ฉันโชคดีมากที่ได้เล่นให้กับสโมสรชั้นนำมาเป็นเวลานาน แต่มันเป็นความท้าทายใหม่สำหรับฉัน ฉันเห็นความทะเยอทะยานของพวกเขา พวกเขาต้องการให้ฉันไปจริงๆ และฉันเชื่อมั่นในทีมจริงๆ”

น็อบส์ไม่ใช่สิงโตสาวคนเดียวที่ออกจากภูมิภาคบ้านเกิดเพื่อแสวงหาโอกาสที่อื่น ลูซี บรอนซ์ และเบธ มีด ก็เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่นกัน แต่ย้ายออกไปเล่นฟุตบอลอาชีพ

“ฉันไม่เคยได้รับข้อความมากมายขนาดนี้มาก่อน ทุกคนที่ฉันรู้จักพูดว่า ‘คุณกำลังกลับบ้าน'” เธอกล่าว “ฉันอาศัยอยู่ในลอนดอนมานาน ทุกคนบอกว่าตอนนี้ฉันเป็นคนใต้ไปแล้ว”

“การย้ายออกไปเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคน แต่การได้กลับมาและยังอยู่ในระดับสูงนั้นสมบูรณ์แบบ”

น็อบส์ซึ่งเป็นผู้นำแคมเปญใหม่ของ FA เพื่อเฉลิมฉลองวงการฟุตบอลระดับรากหญ้า กล่าวว่า WSL2 ที่เป็นมืออาชีพเต็มรูปแบบ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการมอบโอกาสให้กับเด็กผู้หญิงที่เธอและคนรุ่นราวคราวเดียวกันพบว่ามีข้อจำกัดมากมาย

“นั่นคือแนวทางที่เราต้องการ” เธอกล่าวถึงลีกระดับสองที่เป็นมืออาชีพเต็มเวลา “เราต้องการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เติมเต็มความฝันในฐานะนักฟุตบอล เราต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นต่อไป จะไม่มีจุดจบ เราจะผลักดันให้ยิ่งใหญ่และดีขึ้นอยู่เสมอ”

‘We didn’t have access to food’

WSL2 ได้รับการยืนยันว่าเป็นลีกอาชีพเต็มรูปแบบ หลังจากที่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และอิปสวิช ทาวน์ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา ต่างก็เปลี่ยนเป็นมืออาชีพเต็มตัวในช่วงซัมเมอร์

ทั้งสองทีมดำเนินงานในรูปแบบไฮบริด โดยมีผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นมืออาชีพควบคู่ไปกับนักสมัครเล่น แต่ในฤดูกาลนี้ สมาชิกทุกคนในทุกทีมจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม

“มันเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เรามาถึงจุดที่เราอยู่ตอนนี้ ช่วยให้เรามุ่งความสนใจไปที่เกมข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เราสามารถทำงานได้ดีที่สุด” เอมิลี แบตตี ผู้รักษาประตูของฟอเรสต์ กล่าวกับ BBC Sport

“มันดีต่อเกม สำหรับเด็กๆ ที่มองดูและเห็นว่าลีกสูงสุดกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่ได้มีส่วนร่วม”

แบตตีเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นมืออาชีพเต็มตัวให้กับฟอเรสต์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนหน้านี้เธอทำงานด้านบริหารใน NHS ควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล

“มันดึงพลังงานออกจากคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายฤดูกาล” เธอกล่าวถึงความสมดุลระหว่างงานและการเล่นฟุตบอล

ความสนใจและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในวงการฟุตบอลหญิงอังกฤษในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้หลายสโมสรในลีกระดับล่างสามารถเสนอสิ่งจูงใจทางการเงินให้กับผู้เล่นบางคนได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ในปี 2021 โซฟี เปสเก็ตต์ กองกลาง กลายเป็นผู้เล่นอาชีพคนแรกของอิปสวิช ทาวน์ เมื่อเธอเซ็นสัญญาเมื่ออายุ 18 ปี สี่ปีต่อมา เพื่อนร่วมทีมของเธออยู่ในระดับเดียวกัน

เมื่อเธอเข้าร่วมทีม เปสเก็ตต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ทำประตูสูงสุดและลงสนามมากที่สุดของทาวน์ กล่าวว่าพวกเขาไม่ได้รับอาหารจากสโมสรด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกซ้อมที่เหมาะสม

“เราไม่เคยเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้มากเท่าที่เราทำได้ในตอนนี้” เธอกล่าว “การเข้าถึงยิม การเข้าถึงสนาม เวลาที่เราสามารถอยู่ที่สนามฝึกซ้อมได้ ทุกอย่างดีขึ้นมาก ตอนนี้ทุกคนเป็นมืออาชีพเต็มเวลา เราทุกคนสามารถอยู่ที่นั่นด้วยกันได้มากขึ้น มันทำให้เรามีเวลาสำหรับการประชุมและการวิเคราะห์”

“สำหรับผู้เล่นหลายคน พวกเขาทำงาน รีบไปฝึกซ้อม มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก นอนหลับ แล้วทำแบบนั้นอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น”

“ตอนนี้เรามีห้องแต่งตัวของเราเอง เราฝึกซ้อม เข้ายิม และกินอาหาร ในตอนแรกเราไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา มันดีขึ้น”

เปสเก็ตต์ยกตัวอย่าง เมแกน แวริง เพื่อนร่วมทีม ที่เคยรีบจากงานที่ศูนย์ปีนผามาฝึกซ้อม โดยไม่มีเวลาทานอาหารที่เหมาะสม

“เธอขี่จักรยานจากที่ทำงานมาฝึกซ้อม รีบเข้ามาแล้วฝึกซ้อมทันที” เปสเก็ตต์กล่าว “เธอต้องทำงานหนักมากเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เธอเป็นในตอนนี้”

‘I had to go to America when I was 18’

ลีกระดับสองที่เป็นมืออาชีพ จะช่วยให้วงการฟุตบอลอังกฤษสามารถรักษานักเตะดาวรุ่งในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของวงการ

เส้นทางทั่วไปสำหรับเยาวชนคือการแสวงหาทุนการศึกษาในวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพวกเขาสามารถได้รับการศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยเสียค่าใช้จ่าย พร้อมกับการเรียนรู้ทักษะด้านกีฬา

แม้ว่าการเข้าถึงฟุตบอลจะขึ้นอยู่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แต่ก็ไม่หนักหนาเท่ากับการพยายามรักษาสมดุลระหว่างกีฬาระดับสูงกับงานเต็มเวลา หรือความกังวลทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ลูซี บรอนซ์, ล็อตเต วุบบัน-มอย และอเลสเซีย รุสโซ นักเตะสิงโตสาวผู้ชนะยูโร 2025 ต่างได้รับทุนการศึกษาที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา และเล่นฟุตบอลวิทยาลัยให้กับทีมทาร์ฮีลส์ ทั้งวุบบัน-มอยและรุสโซทำเช่นนั้นหลังจากเปิดตัวใน WSL แล้ว

ริโอ ฮาร์ดี กองหน้าของบริสตอล ซิตี้ ก็เดินตามเส้นทางนั้นเช่นกัน เธอเกิดที่ไวท์เฮเวน เล่นให้กับทีมเซาท์อลาบามาจากัวร์ ก่อนที่จะมีอาชีพค้าแข้งที่พาเธอไปไอซ์แลนด์ ไซปรัส และสกอตแลนด์ เธอย้ายมาที่แอชตัน เกต จากเรนเจอร์สในฤดูร้อนนี้

“ตอนที่ฉันโตขึ้น ฉันไม่รู้ว่าคุณสามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพในฐานะผู้หญิงได้” เธอกล่าวกับ BBC Sport “ฉันต้องไปอเมริกาตอนอายุ 18 เพราะไม่มีโอกาสในการเป็นมืออาชีพสำหรับฉัน”

“การมี 12 ทีมที่เป็นมืออาชีพเต็มเวลา ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเมื่อฉันอยู่ที่นี่ครั้งล่าสุด ฉันดีใจที่ผู้คนกำลังใส่เงินสนับสนุน [WSL2] และให้ความสนใจที่สมควรได้รับ” WSL2 ยกระดับสู่มืออาชีพเต็มตัว

บรีอันนา เวสทรัป จากซันเดอร์แลนด์ มีอาชีพค้าแข้งในช่วงต้นๆ ที่ตรงกันข้ามกับฮาร์ดี โดยย้ายจากสหรัฐอเมริกาไปนิวคาสเซิล-อัปอน-ไทน์ เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนอร์ธัมเบรีย

ขณะอยู่ที่นั่น เธอยังเล่นให้กับนิวคาสเซิลภายใต้การคุมทีมของเบ็คกี แลงลีย์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน แต่เนื่องจากสโมสรเป็นมือสมัครเล่นอย่างสมบูรณ์ในขณะนั้น เวสทรัปต้องจ่ายเงินเพื่อเล่นและซื้อชุดแข่ง ในขณะที่แลงลีย์ก็ฝึกสอนทีมของนอร์ธัมเบรียด้วย

“ฉันรู้ว่าผู้หญิงหลายคนต้องรักษาสมดุลระหว่างงานและการเล่นฟุตบอล ฉันเคยประสบกับสิ่งนั้นที่มหาวิทยาลัย หากคุณทำผลงานทางวิชาการได้ไม่ดีพอ คุณก็ไม่สามารถเล่นได้” เวสทรัปกล่าว คุณพลาดคลาสเรียนและคุณต้องตามให้ทัน มันคือการรักษาสมดุล

“[WSL2 ที่เป็นมืออาชีพเต็มเวลา] จะช่วยให้เด็กสาวอยู่ต่อที่นี่ได้ เรามีผู้เล่นอังกฤษที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะทำเช่นนั้น [นอกวงการฟุตบอล] แต่ในเวลานั้นไม่มีโอกาสในสหราชอาณาจักรที่จะเล่นในระดับสูงต่อไปได้

“คุณไม่ต้องการให้นักเตะอังกฤษที่ดีที่สุดจากไป คุณต้องการให้พวกเขาอยู่และเติบโต ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้แน่ใจว่าการเต็มเวลาไม่ใช่แค่คำพูดหยาบๆ แต่คุณได้รับเงินเดือนที่แข่งขันได้จริงๆ”

“ฉันเชื่ออย่างยิ่งว่าคุณจะเก่งได้ก็ต่อเมื่อมีผู้เล่นอยู่รอบตัวคุณ หากคุณฝึกฝนในสภาพแวดล้อมระดับสูง คุณก็จะเก่งขึ้น”

ทำไม WSL2 ยกระดับสู่มืออาชีพเต็มตัวจึงสำคัญ

การที่ WSL2 ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพเต็มตัว ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาฟุตบอลหญิงในอังกฤษ ทำให้นักเตะมีโอกาสได้พัฒนาฝีเท้าอย่างเต็มที่ และยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่อยากจะเดินตามรอยเท้าของพวกเธอ

ที่มา – ‘It’s good for the game’ – WSL2 goes professional

ชูศักดิ์ย้ำ! ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” กางรัฐธรรมนูญ ย้ำ “ภูมิธรรม เวชยชัย” มีอำนาจเสนอยุบสภา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ บอก หากตีความรัฐธรรมนูญไปทางตันจะเกิดผลที่อันตราย

วันที่ 4 กันยายน 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจที่ทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้หรือไม่ ว่า การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อำนาจนายกฯ ดังที่ตั้งประเด็นกันว่า ผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ นายกฯ มีแต่เพียงอำนาจถวายความเห็นโดยเสนอ พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 103 และมาตรา 175 เท่านั้น การตีความรัฐธรรมนูญควรตีความไปในทางที่สามารถใช้บังคับแก่เหตุการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ใช่ก่อให้เกิดทางตัน การยุบสภาจะทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุเดียวกันตาม มาตรา 103 โดยไม่มีบทบัญญัติอื่นใดจำกัดอำนาจนายกฯ ในการถวายความเห็นให้ทรงตรา พ.ร.ฎ. ตามมาตรา 175 และเมื่ออำนาจใดเป็นของนายกฯ อำนาจนั้นย่อมเป็นของรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกฯ เพราะไม่มีข้อจำกัดไว้ในที่ใด

ส่วนคำกล่าวที่ว่าอำนาจเสนอร่าง พ.ร.ฎ. เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เป็นการคิดเอาเองตามทฤษฎี เช่น ถือว่านายกฯ ได้รับความไว้วางใจจากสภาฯ จึงควรเป็นบุคคลเดียวที่เสนอร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เป็นการนำทฤษฎีคนละเรื่องกันมาตีความนอกรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ตีความเช่นนั้น ก็คงบัญญัติไว้แล้ว เช่น บัญญัติไว้ในมาตรา 167 (1) ว่ารัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะแม้นายกฯ จะพ้นจากตำแหน่งโดยเหตุใด แต่เพราะนายกฯ มาจากความไว้วางใจของสภาฯ รัฐมนตรีอื่นทั้งคณะจึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ว่าการตีความรัฐธรรมนูญต้องตีความไปในทางที่ใช้บังคับได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์สำคัญที่นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง และยังคงมีรองนายกฯ รักษาการ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนสมควรยุบสภา ก็จะหาทางออกด้วยการยุบสภาไม่ได้ อันก่อให้เกิดผลอันตรายและเสียหายตามมา อันจะเป็นทางตันไม่อาจแก้ปัญหาได้ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกฯ จึงมีอำนาจในการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยได้ ส่วนจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประการใด ย่อมเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่อาจถูกทบทวนโดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรใดๆ ได้ ข้อที่ว่าผู้รักษาการในตำแหน่งนายกฯ ไม่เคยทูลเกล้าฯ ร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภา มาก่อน มิใช่เหตุผลที่จะตัดอำนาจดังกล่าว

ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต จึงถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยไม่ได้ แท้จริงแล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องหาทางออกจนได้ ดังเช่น กรณีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายความเห็นให้ทรงยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อปีพุทธศักราช 2516 (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516) ทั้งที่ไม่เคยมีประเพณีให้ยุบสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และครั้งนั้นก็เคยสงสัยกันว่านายกฯ มีอำนาจเช่นนั้นหรือไม่ แต่ก็มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

“ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

ทำไม ชูศักดิ์ ถึงย้ำว่า ภูมิธรรม มีอำนาจเสนอยุบสภา?

การที่นายชูศักดิ์ออกมาเน้นย้ำว่านายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเสนอยุบสภา นั้น เป็นการตีความตามหลักรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ในสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ การตีความเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง และเปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ด้วยการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

นอกจากนี้ การตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับหลักการที่ว่า อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะถูกส่งต่อไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนโดยอัตโนมัติ หากไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ชัดเจน การตีความในลักษณะนี้เป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องของการบริหารประเทศ และอำนาจในการตัดสินใจที่สำคัญ เช่น การเสนอยุบสภา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องอำนาจในการเสนอยุบสภายังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันไปในแง่มุมทางกฎหมายและการเมือง การที่นายชูศักดิ์ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจน จึงเป็นการให้ข้อมูลและมุมมองที่สำคัญต่อสาธารณชน เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและหลักการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการเสนอยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ

“จิรายุ” เย้ยพรรคประชาชนไม่เข็ด ภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา”

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนสนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า “ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเรียกร้องมาตลอดว่า จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร แต่ทำไมยังยืนยิ้มได้ ที่ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยที่ประกาศจับมือกันไปแจ้งความในลักษณะเช่นนี้ พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บปวดเป็นครั้งที่ 2 จากที่ครั้งแรกยังไม่น่าจะเข็ดที่พรรคภูมิใจไทย เคยโหวตคว่ำไม่เอา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แม้แต่เสียงเดียว ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยทุกเสียงให้เกียรติ โหวตเลือกนายพิธา อย่างเต็มกำลัง ทำเป็นลืมไปได้”

การที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ออกมาย้ำถึงอำนาจของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ในการเสนอยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตีความรัฐธรรมนูญในสถานการณ์ที่ซับซ้อน การทำความเข้าใจบทบาทและอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อร่วมกันติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ชูศักดิ์” กางรัฐธรรมนูญย้ำ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีอำนาจเสนอยุบสภา

ขี่ม้า กินม้า ‘สี่แบบ’ แฟนบอลเวลส์เยือนคาซัคสถาน

บางคนไปขี่ม้า บางคนกินม้า “สี่แบบ”

แม้แต่สำหรับทหารผ่านศึก ‘เวลส์เยือน’ ที่ช่ำชองที่สุด คาซัคสถานก็เป็นจุดหมายปลายทางที่แตกต่างออกไป

เมื่อมีการจับสลากสำหรับการคัดเลือกฟุตบอลโลกปี 2026 ในยุโรป เหล่ากองเชียร์ชาวเวลส์ต่างถอนหายใจพร้อมกันเมื่อตระหนักว่าแคมเปญนี้จะรวมถึงการแข่งขันครั้งที่ 11 กับเบลเยียมในรอบ 13 ปี

แต่อย่างน้อยก็มีการเดินทางครั้งแรกไปยังคาซัคสถาน – คู่ต่อสู้ใหม่และการเดินทางไปกลับ 7,000 ไมล์ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไกลที่สุดที่ทีมชายของเวลส์เคยเดินทางไปเพื่อคัดเลือก

“เรารอคอยที่จะมาที่นี่มานานแล้ว” กวิลิม บัวร์ ผู้ติดตามเวลส์มาสามทศวรรษกล่าวท่ามกลางแสงแดดในอัสตานา

“บางคนกำลังทำสิ่งอื่น ๆ อยู่ แต่การเดินทางของเรามุ่งหน้าไปยังอัลมาตี ซึ่งมีความแตกต่างจากอัสตานา จากนั้นเราจะไปอุซเบกิสถาน ไปทาชเคนต์

“เราหวังว่าจะได้ชมรอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน Central Asian Republic ที่กำลังดำเนินอยู่ จากนั้นเราจะไปบูการา คีวา และซามารัน เรามีการเดินทางรออยู่ข้างหน้า ไม่แน่ใจว่าเราจะไปถึงที่เหล่านั้นได้อย่างไร อาจจะเป็นรถไฟ อาจจะเป็นเที่ยวบินและอาจจะเป็นรถยนต์”

บัวร์เป็นหนึ่งในแฟนบอลเวลส์มากกว่า 1,000 คนที่เดินทางไกลมายังอัสตานา

คาซัคสถานเป็นประเทศที่ใหญ่โต เป็นอันดับเก้าของโลกในด้านพื้นที่และครอบคลุมสองทวีป

อัสตานาเป็นสถานที่ที่ไม่ธรรมดา มหานครคอนกรีตที่แวววาว – ค่อนข้างไร้วิญญาณ – สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในปี 1997 เพื่อเป็นเมืองหลวงใหม่ของประเทศ

นี่อาจเป็นการเดินทางที่ไกลที่สุดที่ทีมชายของเวลส์เคยเดินทางไปสำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือก แต่ระยะทางนั้นดูเหมือนจะเพิ่มความน่าสนใจของการเดินทางครั้งนี้ให้กับ Red Wall

“มันน่าทึ่งมาก” อแมนดา โจนส์กล่าว “มาจากมิดเวลส์ เราพักค้างคืนที่บริสตอล เที่ยวบินเช้าตรู่ไปอิสตันบูล สี่ชั่วโมงในอิสตันบูล จากนั้นเราก็มาถึงในช่วงเวลาเล็ก ๆ ของเช้าวันจันทร์”

“ผู้คนให้การต้อนรับดีมาก มันน่ารักตั้งแต่เรามาถึง ด้วยหมวกบักเก็ต มีความสนใจอย่างแท้จริง ผู้คนหยุดแวะมาพูดคุยและคนในท้องถิ่นก็ต้อนรับเราสู่เมือง”

“นี่คือการเป็นส่วนหนึ่งของ Red Wall มันคือการได้พบปะกับทุกคน มันคือการมายังสถานที่ที่คุณไม่เคยฝันถึงว่าจะได้มาและสนับสนุนเด็ก ๆ ด้วย มันเยี่ยมมาก”

ขี่ม้า กินม้า ‘สี่แบบ’ แฟนบอลเวลส์เยือนคาซัคสถาน

การเดินทางมาที่นี่ด้วยเครื่องบินก็ยากพอแล้ว – ลองทำด้วยรถไฟและรถบัสสิ

นั่นคือสิ่งที่จอห์น แมคอัลลิสเตอร์ ผู้สนับสนุนอีกคนหนึ่งทำในช่วงห้าสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ผมเดินทางผ่านประมาณ 12 ประเทศ ผมเดินทางผ่านยุโรปตะวันตก ไปจนถึงคาบสมุทรบอลข่าน สโลวีเนีย โครเอเชีย เซอร์เบีย จากนั้นข้ามบัลแกเรียและเข้าไปในตุรกี” เขากล่าว

“ผมคิดว่าคาซัคสถาน มันไกลและแปลกใหม่ที่สุดเท่าที่เราจะไปได้สำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกที่นี่ในเวลส์ ผมคิดว่ามันเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะทำอะไรที่บ้า ๆ บอ ๆ หน่อย

“และแน่นอนว่า Race Across the World เป็นรายการใหญ่มากในตอนนี้ ผมคงโกหกถ้าบอกว่ามันไม่ได้ให้ไอเดียเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่ผม”

แมคอัลลิสเตอร์สนุกกับเวลาของเขาในคาซัคสถานอย่างชัดเจน แม้ว่าอาหารจะไม่สามารถเทียบได้กับประเทศอื่น ๆ ที่เขาเคยไปเยี่ยมเยียนระหว่างทาง

“อาหารทุกที่ที่ผมไปนั้นน่าทึ่งมาก” เขากล่าว “อาหารตุรกีนั้นเหลือเชื่อมาก เช่นเดียวกับจอร์เจีย ขนมปัง ชีส เหมือนสวรรค์ถ้าคุณชอบอาหาร

“และผมไม่อยากจะใจร้าย แต่ผมทานอาหารที่เป็นม้าค่อนข้างเยอะในคาซัคสถาน วิธีเดียวที่ผมสามารถอธิบายได้คือม้าสี่แบบ

“มีบางส่วนที่หั่นเป็นชิ้น ๆ บางส่วนเป็นก้อน บางส่วนเป็นเบคอน จากนั้นก็มีสิ่งเดียวที่ผมสามารถอธิบายได้ว่าเป็นอมยิ้มม้า ใช่ มันแย่เหมือนที่คุณจินตนาการ ผมไม่คิดว่าผมจะกินสิ่งนั้นอีก”

มุ่งเน้นไปที่ชัยชนะ

อมยิ้มม้าไม่น่าจะมีอยู่ในเมนูสำหรับเคร็ก เบลามีและผู้เล่นของเขาในสัปดาห์นี้

การเที่ยวชมสถานที่ในคาซัคสถานและประเทศเพื่อนบ้านที่ Red Wall เพลิดเพลินในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เช่นกัน – นี่คือชีวิตของนักฟุตบอลระดับนานาชาติ

เช่นเดียวกับกรณีของการมอบหมายงานในต่างประเทศเกือบทั้งหมด นอกเหนือจากการเดินเล่นก่อนการแข่งขันในวันแข่งขัน ผู้เล่นและทีมงานของเวลส์ทุกคนจะได้เห็นประเทศนี้เพียงแค่โรงแรม สนามกีฬา และสนามบิน

สำหรับพวกเขา นี่คือธุรกิจ ด้วยความหวังที่จะผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกปี 2026 โดยอัตโนมัติ ทุกสิ่งที่เวลส์กำลังมุ่งเน้นคือชัยชนะในวันพฤหัสบดี และนี่คือสิ่งที่แฟนบอลกำลังพูดถึงเมื่อได้มีโอกาสมา

ขี่ม้า กินม้า ‘สี่แบบ’ แฟนบอลเวลส์เยือนคาซัคสถาน

.

พวกเขาสามารถปล่อยให้การท่องเที่ยวเป็นหน้าที่ของกลุ่มผู้สนับสนุนที่ภักดี ซึ่งโชคดีที่มีความสุขมากกว่าที่จะปฏิบัติตาม

“มันน่าประทับใจมากที่เรามีตัวเลขที่เรากำลังนำมา” แมคอัลลิสเตอร์กล่าว

“ผมคิดว่ามันบอกอะไรมากมายเกี่ยวกับเราในฐานะชาติฟุตบอลที่สนับสนุน เราสนับสนุนทีมของเรา เราเดินทางได้ดีมาก และผมจะบอกว่าทุกที่ที่เราเดินทางไปก็ได้รับการต้อนรับเราอย่างมีความสุขเช่นกัน

“เราไม่ได้ไปก่อปัญหาหรืออะไรทำนองนั้น ดังนั้นผมคิดว่าคนในท้องถิ่นกระตือรือร้นอย่างมากที่จะให้เราไปเยี่ยมเยียนและมีช่วงเวลาที่ดีโดยทั่วไป”

การต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนในท้องถิ่นในอัสตานาเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหมู่ผู้สนับสนุนชาวเวลส์ที่เดินทางมายังเมืองหลวงของคาซัค

“เราไปขี่ม้าในอุทยานแห่งชาติที่อยู่ห่างออกไปสามชั่วโมง” เดฟ ฟอร์เนลกล่าว “มันเป็นวันที่ดีมาก” การได้

ขี่ม้า กินม้า ‘สี่แบบ’ แฟนบอลเวลส์เยือนคาซัคสถาน

ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

มีวิธีที่แตกต่างกันในการเพลิดเพลินกับม้าในคาซัคสถาน วิธีที่แตกต่างกันในการสัมผัสประสบการณ์การเดินทางเยือนของเวลส์

การเดินทางไปกับทีมชาติเวลส์นั้น นอกจากจะได้เชียร์ทีมรักแล้ว ยังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และได้สัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการได้ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น หรือการได้สัมผัสกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน การเดินทางไปเชียร์ทีมชาติเวลส์ จึงเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและน่าจดจำ

ที่สำคัญคือ การไป

ขี่ม้า กินม้า ‘สี่แบบ’ แฟนบอลเวลส์เยือนคาซัคสถาน

แสดงถึงความรักและภักดีที่มีต่อทีมชาติอีกด้วย

ที่มา – Horse riding and eating horse ‘four ways’ – Wales fans do Kazakhstan

กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชายังไม่ได้ตอบตกลงตามข้อเสนอของทางการไทยที่ขอให้มีการย้ายชาวกัมพูชาที่รุกล้ำที่ดินของไทย บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าต้องรอการตกลงในการประชุม GBC ก่อน

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้นำชาวบ้านชุดใหม่จากพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาในพื้นที่ชายแดนเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันในพื้นที่

กัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชารวมตัวกันกดดันทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ภายหลังจากที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนให้ 170 ครัวเรือนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำออกจากพื้นที่ของไทย หากเพิกเฉยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ซึ่งมีบทลงโทษดังนี้:

  • พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 62 และมาตรา 81 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  • พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในพื้นที่เกินกว่า 25 ไร่ โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

ความคืบหน้าล่าสุด ทหารกัมพูชาได้นำชาวบ้านชุดใหม่เข้ามาในพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน เพื่อประท้วงการสร้างรั้วกั้นประเทศของฝ่ายไทยและการขับไล่ทหารไทย

ท่าทีของกัมพูชาต่อการย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน

ล่าสุด มีหนังสือตอบกลับจากนายอม เรีย เตีย ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักเขตแดน ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ GBC และคณะกรรมการปักปันหลักเขต JBC ตามข้อตกลงร่วมที่ได้ลงนามไว้ นอกจากนี้ การดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน จะขัดกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงการประชุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงขอให้คงสถานภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไว้ และให้คณะกรรมการ GBC และ JBC เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การที่กัมพูชายังไม่ตอบตกลงในการย้ายชาวบ้านที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนและการจัดการพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสัมพันธไมตรีและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การรักษาสันติภาพและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการกระทบกระทั่งที่อาจเกิดขึ้น การเคารพซึ่งกันและกันและยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ประเด็นเรื่องกัมพูชายังไม่ตอบตกลง ย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน นี้ ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด

กัมพูชายังไม่ตอบตกลงต่อข้อเสนอของไทยในการย้ายชาวบ้านรุกหนองจาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – กัมพูชา ยังไม่ตอบตกลง หลังไทยขอให้ย้ายชาวบ้านรุกล้ำบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

“สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้ายของเพื่อไทย เลือก “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

เมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสั้นๆ ระบุว่า “ข้อเสนอสุดท้ายเลือกนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เป็นการย้ำว่าพรรคเพื่อไทย ยืนยันที่จะเสนอ นายชัยเกษม เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชนร่วมเป็นเสียงโหวตให้ ภายใต้เงื่อนไขต้องยุบสภาใน 4 เดือน.

ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ โดยมีเงื่อนไขยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย ข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สูง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงมีความขัดแย้งสูง และการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เงื่อนไขการยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบายยิ่งเพิ่มความกังวลว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศ

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

การออกมาเปิดเผยข้อเสนอดังกล่าวของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันนายชัยเกษมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือก “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสุดท้าย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงยังคงยืนยันที่จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสในการได้รับเสียงสนับสนุนนั้นค่อนข้างน้อย มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

  • ความจงรักภักดี: นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน และมีความจงรักภักดีต่อพรรคอย่างมาก
  • ประสบการณ์: นายชัยเกษมมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการมาอย่างยาวนาน
  • ภาพลักษณ์: นายชัยเกษมมีภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง และไม่เป็นที่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ มากนัก

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเสนอชื่อนายชัยเกษมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยและความน่าเชื่อถือของพรรคได้

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ผลของการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในหลายด้าน หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากไม่สำเร็จ ก็อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยิ่งซับซ้อนและยืดเยื้อต่อไป

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

การต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ ยุบสภาทันที

ไผสิกล้ามาสั่ง “สุรทิน” ยัน! ไม่มีใบสั่งแจ้งความ 112

“สุรทิน” ยืนยันไม่มีใบสั่ง แจ้งความ ม.112 “ภูมิธรรม” ชี้เป็นการทำหน้าที่พสกนิกร ที่จงรักภักดีสถาบัน สวนกลับเป็นภาษาอีสาน “ไผสิกล้ามาสั่งสหายไทย” งานนี้ทำเอาหลายคนสงสัยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการตัดสินใจ

วันที่ 4 ก.ย. 2568 นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการไปแจ้งความ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตรา 112 จากการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ ว่า ตนเป็นพสกนิกรรักสถาบันฯ ซึ่งเห็นว่าสิ่งที่นายภูมิธรรมทำ ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทในฐานะพสกนิกรจึงต้องปกป้องสถาบันฯ ความคิดมีแค่นั้น เพราะเทิดทูนสถาบันเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมอยู่แล้ว

อีกทั้ง ตนคิดว่านายภูมิธรรม ไม่มีอำนาจในการยุบสภาฯ เพราะกฤษฎีกาก็แนะนำอยู่แล้วว่าไม่สามารถยื่นได้ ก็ยังฝ่าฝืนจะยื่น ซึ่งเราก็ต้องปกป้องสถาบัน เพราะเรารักสถาบัน

ส่วนจะกังวลหรือไม่ ว่าพรรคประชาชนจะไม่ยกมือโหวตให้กับ นายอนุทิน เนื่องจากเป็นการแจ้งความ ม.112 นายสุรทิน กล่าวว่า ไม่ได้กังวลพรรคประชาธิปไตยใหม่พร้อมทุกอย่าง รวมถึงการไปยื่นในครั้งนี้ตนเองก็ไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ พร้อมตอบเป็นภาษาอีสานว่า “บ่ได้ออนซอนใครไปเลย” ซึ่งเรื่องการยกมือโหวตเป็นเรื่องของพรรคร่วมฯ และนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่าการเดินทางไปแจ้งความนั้น เป็นเพราะเป็นพสกนิกรจงรักภักดีต่อสถาบัน ไม่ได้มีประเด็นอื่นส่วนใครจะมองอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่เกี่ยวกับความรู้สึกของตนเอง

ทั้งนี้ หลังจากที่ตนไปแจ้งความตำรวจก็ประชุมกันชุดใหญ่ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ซึ่งก็ดำเนินการตามหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ก็มีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากเจ้าตัวก็มีการแถลงว่าจะยุบสภาฯ

เมื่อถามอีกว่า การไปแจ้งความในครั้งนี้มีใบสั่งหรือไม่ นายสุรทิน ตอบเป็นภาษาอีสานว่า “ไผสิมาสั่งสหายไทย มีแต่คอมมิวนิสต์ด้วยกัน ใครจะบังอาจมาสั่ง”

ส่วนที่มีการตีกลับ พ.ร.ฎ.ยุบสภา นั้น นายสุรทิน กล่าวว่า พอเราแจ้งความเสร็จ เราประเมินว่าไม่น่าถูกต้อง ซึ่งเรายึดกฤษฎีกาเป็นหลัก เพราะเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล.

ไผสิกล้ามาสั่ง “สุรทิน” ยัน! ไม่มีใบสั่งแจ้งความ 112

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความรู้สึกของประชาชน

ความเคลื่อนไหวของ สุรทิน และประเด็น ไผสิกล้ามาสั่ง

นายสุรทิน พิจารณ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าการกระทำของตนเองนั้นเป็นไปโดยอิสระ ไม่มีใครสั่งการได้ และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การยืนยันว่า ไผสิกล้ามาสั่ง นั้นเป็นการตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจเกิดขึ้นว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

การออกมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม เวชยชัย ในข้อหามาตรา 112 เป็นการกระทำที่สร้างความฮือฮา และทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นายสุรทิน ยืนยันว่าเป็นการทำหน้าที่ในฐานะพสกนิกรที่ต้องการปกป้องสถาบัน

ผลกระทบและความคิดเห็นต่อกรณี ไผสิกล้ามาสั่ง

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่ตัวของนายสุรทินเอง การที่นายสุรทินกล้าออกมาตอบโต้ด้วยคำพูดที่แข็งกร้าวอย่าง “ไผสิกล้ามาสั่ง” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะปกป้องสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรา 112 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจในสังคม การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน

การออกมาเคลื่อนไหวของนายสุรทินในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องการการพิจารณาอย่างรอบคอบ การแสดงความจงรักภักดีเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องไม่นำไปสู่การสร้างความแตกแยกในสังคม

การที่นายสุรทินยืนยันว่า ไผสิกล้ามาสั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตนเองและความตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันจากหลายฝ่ายก็ตาม

ที่มา – ไผสิกล้ามาสั่ง “สุรทิน” ยืนยันไม่มีใบสั่ง แจ้งความ ม.112 “ภูมิธรรม”

ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา รุกพื้นที่บ้านหนองจาน

โฆษกกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ขู่ดำเนินคดีตามกฎหมายกับชาวกัมพูชา หากรุกล้ำและทำลายป้ายแจ้งเตือนในพื้นที่บ้านหนองจาน พร้อมทั้งประสานไปยังทหารกัมพูชาให้ดูแลคนของตนเอง

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชารวมตัวกันกดดันทหารไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากกรณีที่นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ติดป้ายเตือนให้ 170 ครัวเรือนชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ของประเทศไทยทำการย้ายออก หากเพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการตาม จะถูกดำเนินคดีและต้องรับโทษตามกฎหมายไทยดังนี้:

  1. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, มาตรา 62 และมาตรา 81 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
  2. พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในพื้นที่เกินกว่า 25 ไร่ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท

พลตรีสุรวิชญ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้สามารถควบคุมได้และไม่มีปัญหาใด ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วสั่งให้ติดป้ายเตือน ปรากฏว่ามีมวลชนชาวกัมพูชา ทั้งเด็ก ผู้หญิง และคนชรา เข้ามากดดันทหารไทยเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้กระทำการดังกล่าว แต่ยืนยันว่าการติดป้ายเตือนนั้นอยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย หากมีการฝ่าฝืน รุกล้ำ หรือทำลายป้าย เหมือนกับการรื้อรั้วลวดหนามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน

พลตรีสุรวิชญ์ กล่าวยืนยันหนักแน่นว่าทหารไทยไม่อยากแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนชาวกัมพูชา ดังนั้นจึงได้ประสานงานไปยังฝ่ายกัมพูชาให้เข้ามาจัดระเบียบคนของตนเอง ไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยหรือทำลายป้าย แต่หากยังมีการฝ่าฝืน ก็จะดำเนินการตามกฎหมายไทยอย่างถึงที่สุด

เมื่อถูกถามว่า หลังจากติดป้ายเตือนแล้ว จะต้องใช้เวลากี่เดือนก่อนที่ฝ่ายไทยจะบังคับใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน พลตรีสุรวิชญ์ ตอบว่า การจัดระเบียบชายแดนอยู่ในระหว่างการหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาในครั้งต่อไป เพื่อกำหนดกติกาและกรอบการปฏิบัติที่ชัดเจน

ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา รุกพื้นที่บ้านหนองจาน

การออกมาขู่ดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่รุกพื้นที่บ้านหนองจานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของกองทัพภาคที่ 1 ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนนั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาพูดคุยกันระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา: ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ชาวกัมพูชาจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในฝั่งกัมพูชา การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนกว่าในการรักษาความสงบสุขตามแนวชายแดน

การบังคับใช้กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น แต่การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ความสมดุลระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน ทภ.1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา เป็นเพียงมาตรการหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในขณะที่การดำเนินการทางกฎหมายอาจดูเหมือนเป็นการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่พอใจ การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ จะเป็นหนทางที่นำไปสู่ความสงบสุขและสันติภาพที่แท้จริงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ขู่ดำเนินคดีชาวกัมพูชา หากรุกพื้นที่ พังป้ายบ้านหนองจาน

“เท้ง” ถาม “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา?

“เท้ง ณัฐพงษ์” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือยัง มองควรดำเนินตามกระบวนการโหวตนายกฯ คนที่ 32 พร้อม เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157 ไม่เห็นด้วยนิติสงคราม

เมื่อเวลา 09.49 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวานที่ผ่านมา (3 กันยายน 2568) ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพรรคเพื่อไทยมีมติในการเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลเตรียมที่จะเสนอความเห็นเพิ่มเติมต่อสำนักองคมนตรี เพื่อยืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีหรือรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ยุบสภา 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ตนและพรรคประชาชนมีความเห็นดังต่อไปนี้ ประการแรก พวกเรายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ หรือรักษาการนายกฯ มีอำนาจในการยุบสภา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ได้มีอำนาจที่ในการตีความเรื่องนี้ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ได้อย่างไร อำนาจในการตีความอยู่กับหน่วยงานที่ควรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวนายภูมิธรรมเอง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ สภาพที่เกิดความไม่ชัดเจนจากการที่ประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ กับการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ สิ่งที่วันนี้เรามีความชัดเจนแล้วคือระเบียบวาระกำลังเดินหน้าสู่การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กันยายน แต่ที่ยังไม่ชัดเจนในตอนนี้คือทางพรรคเพื่อไทยหรือนายภูมิธรรม ยังเดินหน้ากระบวนการยุบสภาหรือไม่อย่างไร

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลหรือข้อขัดแย้งทางกฎหมาย สิ่งหนึ่งที่ตนอยากขอเรียกร้องจากนายภูมิธรรมและรัฐบาลเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อให้เราเดินหน้าถูกต้องที่สุด อยากได้ความชัดเจนว่าตกลงแล้วรัฐบาลในขณะนี้ยังคงเดินหน้ากระบวนการในการยุบสภาอยู่หรือไม่ อย่างไรก็แล้วแต่ถ้ากระบวนการยังไม่เกิดความชัดเจนแบบนี้ ตนเห็นควรว่าเราควรจะต้องดำเนินการตามระเบียบวาระที่ประธานสภาฯ ได้มีการบรรจุโดยใช้อำนาจจากสภาผู้แทนราษฎรที่บรรจุวาระไปแล้วเรียบร้อย

ประการที่ 2 เมื่อวานนี้มีการดำเนินคดีมาตรา 112  และมาตรา 157 กับนายภูมิธรรม ตนและพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายดำเนินคดีดังกล่าว อยากจะเรียกร้องให้ผู้ร้องถอนคำกล่าวโทษเพื่อสร้างบรรยากาศที่พวกเราสามารถหาทางออกให้กับประเทศได้ พวกเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายในการกลั่นแกล้งหรือดำเนินกระบวนการนิติสงครามไม่ว่ากับฝ่ายใด เป็นสิ่งที่ตนแถลงครั้งนี้ในนามผู้นำฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรค

จากนั้นนายณัฐพงษ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังแถลงว่า การดำเนินการของฝั่งพรรคเพื่อไทยอาจจะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ทั้งๆ ที่ในพรรคมีการเตรียมที่จะเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับมีกระแสข่าวว่ายังดำเนินการในเรื่องการยุบสภาอยู่ เป็นสิ่งที่ตนต้องออกมาเรียกร้องขอความชัดเจนจากนายภูมิธรรมว่าได้ยุติกระบวนการยุบสภาแล้วหรือไม่อย่างไร และพร้อมที่จะเดินหน้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วใช่หรือไม่

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ยืนยันหนักแน่นว่ามติของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี ผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เราไตร่ตรองและทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพียงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้อยู่ในสภาพของสิ่งที่เราบอกว่า นายกฯ รักษาการ มีอำนาจในการยุบสภา แต่ทางรัฐบาลกลับมีความย้อนแย้งและยังเกิดความไม่ชัดเจน จึงอยากทำให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่หากรัฐบาลยังคงคาราคาซังและยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน พวกเราเห็นควรว่าควรดำเนินการตามที่ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจที่ได้บรรจุวาระเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ต่อไป ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค การแสดงจุดยืนนี้ในที่สาธารณะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายภูมิธรรม ถอนคำร้องทุกข์ออก

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันในหลักการเราพูดมาโดยตลอดว่าเราไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนิติสงคราม สิ่งที่ประชาชนไม่อยากเห็นตอนนี้คือการที่ใครกำลังจะขึ้นมามีอำนาจแล้วใช้กระบวนการทุกอย่างเล่นงานคู่ขัดแย้งฝ่ายตรงข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมในฐานะหัวหน้าพรรคได้ออกมายืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินคดีนายภูมิธรรมเมื่อวานที่ผ่านมา”

สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ เราจะใช้เสียงในสภาฯ ที่เรามีในการกำกับทิศทางของประเทศให้ดำเนินไปทางที่เราเห็นว่าถูกและควรโดยใช้รัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในการกำกับทิศทาง มีคำถามว่าเป็นนั่งร้านหรือไม่เป็นนั่งร้าน นายณัฐพงษ์ ตอบว่า อยู่ที่การแสดงออกการใช้เสียงในสภาฯ ที่พวกเรามีการแถลงชัดเจนในครั้งนี้เรื่องการดำเนินคดีนายภูมิธรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการแสดงออกของพวกเราว่าเราใช้เสียงของพวกเราที่มีในการกำกับทิศทางรัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่างไร ส่วนภายนอกสภาฯ เราคงห้ามคนที่ไปยื่นคดีฟ้องร้องไม่ได้ และตนคงไม่ได้มีอำนาจที่จะกำกับการทำงานของ สส.แต่ละคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยู่พรรคอื่นๆ แต่หากมีการดำเนินการอะไรไปแล้วตนเชื่อมั่นว่า 140 กว่าเสียงที่เรามี ที่เราเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ณ ขณะนี้จะสามารถกำกับทิศทางการกำกับการดำเนินการของพรรคต่างๆ ได้

“ขอย้ำอีกครั้งว่าการเซ็น MOA ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล เราไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปสั่งห้ามไม่ให้เขาทำอะไรเป็นการล่วงหน้า และการจัดตั้งรัฐบาลการดำเนินการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เขาจะทำ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดหลักการ เราก็พร้อมใช้เสียงที่เรามีในการกำกับทิศทางให้รัฐบาลเดินทางไปในทางที่ถูกต้อง เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยและทุกๆ ฝ่ายที่ร่วมเสียงอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงสัญญาณที่ส่งไปแล้ว”

ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงจากการประเมินกระแสต่างๆ ที่เราได้ยินมาอาจจะยังมีผู้สนับสนุนของพรรคบางส่วนที่ยังรู้สึกไม่สบายใจ พวกเราเข้าใจดีและเชื่อว่าผู้บริหารได้รับฟังเสียงอย่างรอบด้านแล้ว ก่อนที่จะออกมาเป็นมติผู้บริหารพรรคพวกเราฟังเสียงทุกองค์ค่ะประโยชน์ของพรรคอย่างรอบด้านแล้ว ยืนยันอีกครั้งว่าการตัดสินใจครั้งนี้เห็นไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่เรามีมติออกมา ดังนั้นการดำเนินการต่อจากนี้ที่จะทำให้คะแนนความนิยมของพรรคเพิ่มมากขึ้นหรือผู้สนับสนุนพรรคเข้าใจสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องดำเนินการเป็นไปเพื่ออะไรก็เป็นสิ่งที่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องดำเนินการต่อ เชื่อว่าใน 4 เดือนต่อ.

“เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ความชัดเจนเรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา

จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ได้ออกมาถามความชัดเจนจากนายภูมิธรรม เรื่องการยุติกระบวนการยุบสภา ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานของรัฐบาลผสม การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะใช้เสียงของตนในการเปลี่ยนแปลง หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง

การออกมาเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ยุติกระบวนการยุบสภา และเรียกร้องให้ถอนการดำเนินคดี มาตรา 112 และ 157 เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชน ในการปกป้องหลักการประชาธิปไตย และต่อต้านการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

โดยสรุป ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง และความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “เท้ง” ถามความชัดเจน “ภูมิธรรม” ยุติกระบวนการยุบสภา เรียกร้องถอนดำเนินคดี ม.112-157

ลูกสาวคิม จองอึน: ทายาทผู้นำหญิงเกาหลีเหนือ?

ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนจับจ้องไปที่อนาคตทางการเมืองของเกาหลีเหนือ และบทบาทของเด็กสาวคนนี้

วันที่ 3 กันยายน 2568 เว็บไซต์ข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า การเดินทางเยือนจีนของ คิม จูเอ บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้จุดกระแสคาดการณ์หนาหูว่า เธออาจถูกวางตัวเป็นทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลคิม

โดยภาพถ่ายจากสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ เผยให้เห็น จูเอ ยืนอยู่ด้านหลังบิดาขณะก้าวลงจากรถไฟหุ้มเกราะที่กรุงปักกิ่ง ก่อนเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร โดยได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน อาทิ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน

รายงานข่าวระบุว่า จูเอ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น เริ่มถูกจับตามองในฐานะ “ทายาทตระกูลคิม” นับตั้งแต่เปิดตัวต่อสาธารณะในปี 2565 จากภาพที่เธอจับมือเดินเคียงข้างบิดาผ่านหน้าอาวุธนิวเคลียร์ จากนั้นเธอปรากฏตัวในกิจกรรมสำคัญอย่างสม่ำเสมอ ทั้งงานเปิดรีสอร์ต และการแสดงขีปนาวุธ

ทางด้านนายเชยอง ซองชัง รองประธานสถาบันเซจง วิเคราะห์ว่า การที่คิม จองอึน พาลูกสาวมาปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ เป็นสัญญาณชัดเจนต่อประชาคมโลกว่า เธอถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอด และยังถือเป็นการเริ่มต้นฝึกฝนทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ คิม จองอึน เองก็เคยผ่านการฝึกเป็นทายาทภายในประเทศตั้งแต่ปี 2552 ก่อนก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2554 หลังบิดา คิม จองอิล เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางฝ่ายเตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจูเอคือทายาทแน่นอน เนื่องจากกระบวนการสืบทอดอำนาจในเกาหลีเหนือมักต้องผ่านระบบพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ อีกทั้งวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่และโครงสร้างทหารเป็นศูนย์กลางยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะที่นายฮง มิน นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันเอกภาพเกาหลีใต้ ระบุว่า การที่จูเอจับแขนหรือยืนข้างบิดาต่อหน้าสาธารณะ อาจเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่การยืนยันตำแหน่งผู้สืบทอดที่แท้จริง.

ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ

การปรากฏตัวของลูกสาวคิม จองอึนในทริปเยือนจีน ได้สร้างความฮือฮาและจุดประกายการคาดการณ์ต่างๆ นานา เกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเกาหลีเหนือ การที่เธอได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน ยิ่งทำให้หลายคนเชื่อว่า เธออาจได้รับการวางตัวให้เป็นทายาทสืบทอดอำนาจ

ทำไมการปรากฏตัวของลูกสาวคิม จองอึนจึงสำคัญ?

การที่คิม จองอึน มักจะพา ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ ไปร่วมงานสำคัญต่างๆ นั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เขาต้องการให้เธอเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้เธอสำหรับการเป็นผู้นำในอนาคต

  • การฝึกฝนทางการทูต: การเข้าร่วมกิจกรรมทางการทูต ช่วยให้เธอได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเป็นผู้นำ
  • การสร้างภาพลักษณ์: การปรากฏตัวในที่สาธารณะ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของเธอในฐานะทายาทที่ได้รับการยอมรับ
  • การส่งสัญญาณไปยังต่างชาติ: เป็นการส่งสัญญาณไปยังต่างชาติว่า เกาหลีเหนือยังคงให้ความสำคัญกับการสืบทอดอำนาจภายในตระกูล

อุปสรรคในการสืบทอดอำนาจของลูกสาวคิม จองอึน

อย่างไรก็ตาม การสืบทอดอำนาจของลูกสาวคิม จองอึน อาจไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เนื่องจากยังมีอุปสรรคสำคัญหลายประการ:

  • วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่: เกาหลีเหนือมีวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่แข็งแกร่ง การที่ผู้หญิงจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย
  • โครงสร้างทางการเมือง: ระบบพรรคการเมืองและกองทัพมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจทางการเมือง การที่เธอจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มเหล่านี้ อาจต้องใช้เวลาและความพยายาม
  • การยอมรับจากประชาชน: การที่ประชาชนจะยอมรับเธอในฐานะผู้นำ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ไขปัญหาและความทุ่มเทในการทำงานเพื่อประเทศ

แม้ว่า ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ จะเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง แต่ก็ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ต้องพิจารณา ก่อนที่จะสรุปได้ว่า เธอจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือได้จริงหรือไม่

ถึงแม้ว่าอนาคตของ ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ ยังคงไม่แน่นอน แต่การปรากฏตัวของเธอ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและความหวังให้กับหลายๆ คน ว่าเกาหลีเหนืออาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา – ลูกสาว “คิม จองอึน” ร่วมทริปจีน จุดกระแสการถูกวางตัวสืบทอดอำนาจเป็นผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีเหนือ