วัน: 6 กันยายน 2025

ภูมิใจไทย ซัด “ธีรรัตน์” ปมโพสต์ อนุทิน ราชากัญชา

โฆษกภูมิใจไทย ซัดกลับ “ธีรรัตน์” หลังโพสต์สื่อนอกขนานนาม “ราชากัญชาไทย” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา ยืนยันนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น 

วันที่ 5 กันยายน 2568 จากกรณี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุข้อความว่า “เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า Financial Times เสนอข่าวเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งได้รับตำแหน่งวันนี้สื่อพาดหัวข่าว ราชากัญชาไทยได้รับเลือกเป็นนายกฯ ถ้าต่างประเทศมีมุมมองกับเราเช่นนี้ เป็นเรื่องน่ากังวลกับระบบเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นของนานาประเทศ”

ล่าสุด น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงโต้กลับว่า การที่ น.ส.ธีรรัตน์ แชร์โพสต์ดังกล่าว อาจจะไม่ได้อ่านเนื้อข่าว อ่านเพียงแค่พาดหัวข่าวอย่างเดียว จึงรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้อ่านเนื้อข่าวให้ครบ แล้วนำแต่หัวข่าวมาโพสต์ เนื่องจากเนื้อข่าวไม่ได้สื่อในทางที่ไม่ดี

“ในโลกปัจจุบัน เราควรอ่านเนื้อข่าวให้ครบ โดยไม่พาดหัวให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย และไม่ใช่เป็นการไปโควทคำให้พวกเราเสื่อมเสีย เพราะพรรคภูมิใจไทยยืนยันมาตลอดว่าเราผลักดันกัญชาเพื่อการแพทย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพยายามโยงเพียงการใช้พาดหัวข่าวอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าละอาย”

ส่วนเป้าหมายจะเป็นความพยายามดิสเครดิตหรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เมื่อวานก็ทั้งวันที่พยายามทุกวิถีทาง แต่ภูมิใจไทยมั่นใจในการที่จะอภิปรายและพูดถึงในกรณีที่เขาหากล่าวหาต่างๆ ทั้งหมด ชี้แจงทุกวิถีทางที่พยายามจะดิสเครดิต ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน หรือบุคลากรในพรรคภูมิใจไทย

ส่วนคำถามว่าจะดำเนินการอะไรต่อหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา ตอบว่า ยังไม่ได้มองถึงขั้นต้องฟ้องร้องใคร เรื่องบางเรื่องอาจจะเข้าใจผิด หรือบางเรื่องอาจจะอ่านแค่พาดหัวข่าวโดยไม่มีการสรุปและไปเขียนชักจูงให้คนเข้าใจผิด ดังนั้น จึงมองเป็นประเด็นไป แต่ถ้าเสื่อมเสียหนักมากๆ เหมือนที่เคยมีกรณีที่ นายศุภชัย ใจสมุทร ไปร้อง ก็อาจจะมีกรณีแบบนั้นได้ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่พรรคการเมืองที่จะฟ้องคนไปทั่ว พรรคภูมิใจไทยอยู่ในหลักการ อยู่ในกรอบ อันไหนที่ชี้แจงได้ก็ชี้แจง แต่อันไหนที่เกินเลยมากๆ อาจต้องขอคำอธิบายเหมือนกัน.

ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา

ทำไมภูมิใจไทยถึงตอบโต้เรื่องนี้?

การตอบโต้ของพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความบน Facebook โดยอ้างอิงถึงพาดหัวข่าวจาก Financial Times ที่เรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า “ราชากัญชาไทย” ซึ่งทางพรรคภูมิใจไทยมองว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและอาจสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า น.ส.ธีรรัตน์ อาจจะอ่านเพียงแค่พาดหัวข่าวโดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข่าวทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความที่คลาดเคลื่อน พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่านโยบายกัญชาของพรรคมีจุดประสงค์เพื่อการแพทย์เท่านั้น และการนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดยืนของพรรค

นอกจากนี้ ทางพรรคยังแสดงความกังวลว่าการนำเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

พรรคภูมิใจไทยย้ำว่าพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อกล่าวหาและปกป้องชื่อเสียงของพรรคและบุคลากรของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าจะไม่ดำเนินคดีฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น และจะพิจารณาเป็นรายกรณีหากมีการนำเสนอข้อมูลที่เกินเลยความเป็นจริง

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนทางการเมืองเกี่ยวกับนโยบายกัญชาในประเทศไทย และความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในภาพลักษณ์และนโยบายของพรรค การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ที่มา – ภูมิใจไทยซัดกลับ “ธีรรัตน์” โพสต์กระทบ “อนุทิน” ผิดหวังอ่านแต่พาดหัวไม่ดูเนื้อหา

“ศักดิ์ดา” ยัน! ไม่เป็นงูเห่า เลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทย?

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” ส.ส.กาญจนบุรี ยืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่ “งูเห่า” พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจนก่อนการโหวตเลือกนายกฯ ว่าสนับสนุน “อนุทิน” และไม่ได้หักหลังพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด ท้าจับตาดูหลังยุบสภาหรือหมดวาระ ส.ส. “เพื่อไทย” จะเหลืออยู่กี่คน พร้อมชี้ผลงาน 2 ปีที่ผ่านมาเป็นตัวชี้วัดชัดเจนแล้วว่าหนี้สินท่วม พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

“ศักดิ์ดา” ปัดเป็นงูเห่า ย้ำชัดเลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทยหมดวาระแล้วจะเหลือกี่คน

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ผู้ที่โหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่าตนเองไม่ใช่ “งูเห่า” เพราะคำว่า “งูเห่า” ทางการเมืองนั้นหมายถึงการหักหลัง ไม่โหวตตามมติพรรค แต่ตนเองได้แสดงจุดยืนตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้วว่าจะเลือกนายอนุทิน เป็นนายกฯ อย่างแน่นอน ไม่ได้หักหลังใคร และในวันที่ตัดสินใจเดินออกจากพรรคนั้น ยังไม่รู้เลยว่าใครจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ยังไม่มีใครทราบว่าพรรคพลังประชารัฐจะเลือกใครระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

นายศักดิ์ดา กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้สถานะทางกฎหมายของตนเองยังต้องอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะยังไม่มีการขับออกจากพรรค แต่ก็ไม่เคยมีใครเข้ามาติดต่อหรือพูดคุยด้วยเลย

“ผมเชื่อว่าวันนี้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่ามีคนในพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สบายใจ อึดอัด และก็ยังมีคนบางคนออกมาไล่คนในพรรคเพื่อไทยกันเองอีกด้วย ผมเชื่อว่าถ้ายุบสภาเมื่อไหร่ หรือหมดวาระเมื่อไหร่ จะได้เห็นกันว่าพรรคเพื่อไทยจะเหลือ ส.ส. อยู่กี่คน ผมมั่นใจว่าจำนวน ส.ส. ที่เหลืออยู่จะต้องมากกว่าเสียงที่โหวตกันในวันนี้อย่างแน่นอน คอยดูกันให้ถึงวันนั้น” นายศักดิ์ดากล่าว

นายศักดิ์ดาเสริมว่า “ผมเคยพูดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ว่าการโหวตเลือกนายกฯ นั้นมีเสียงมากกว่า 300++ ก็ลองไปดูผลการโหวตในวันนี้ จะเห็นว่ามี 311 ท่าน เห็นไหม มันมาก เพราะว่าจริงๆ แล้วกระแสหรือการตอบรับการบริหารราชการที่ผ่านมานั้นเป็นตัวชี้วัดทุกอย่างแล้ว”

ทำไม “ศักดิ์ดา” ถึงเลือก “อนุทิน”?

เมื่อถูกถามถึงเรื่องผลประโยชน์หรือการแลกเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง นายศักดิ์ดาตอบว่าตนเองไม่ทราบเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่เคยมีการพูดคุยกับใครทั้งสิ้น การออกจากพรรคเพื่อไทยนั้นมาจากจุดยืนของตนเองโดยแท้จริง และมาจากผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ตนเองอยากให้สื่อมวลชนลองลงพื้นที่ไปดูในชนบท จะได้เห็นว่าชาวบ้านและประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นอยู่อย่างไร ตนเองไม่มีผลประโยชน์ต่อรองอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่าการสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นไปได้หรือไม่ นายศักดิ์ดาตอบว่า ผลงานของรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น สร้างผลกระทบอะไรให้กับประชาชนในชนบทบ้าง ไม่มีเลย ลองไปดูหนี้สินของประชาชนที่ท่วมท้น และพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ

การตัดสินใจของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ในการเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และความไม่พอใจต่อผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา การออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนของนายศักดิ์ดา ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญ และผลลัพธ์ของการตัดสินใจครั้งนี้ จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป

การออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นงูเห่า และยืนยันว่าจะเลือกนายอนุทิน อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าอาจมีการย้ายขั้วทางการเมืองในอนาคตหรือไม่? หรือเป็นเพียงการแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน? เรื่องนี้คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุดแล้ว การที่ “ศักดิ์ดา” ปัดเป็นงูเห่า ย้ำชัดเลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทยหมดวาระแล้วจะเหลือกี่คน นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ศักดิ์ดา” ปัดเป็นงูเห่า ย้ำชัดเลือก “อนุทิน” ท้าเพื่อไทยหมดวาระแล้วจะเหลือกี่คน

BMW Neue Klasse: แพลตฟอร์มใหม่ที่พลิกโฉม

BMW 1500/1600/1800/2000 รถยนต์ซีดาน 4 ประตู เปิดตัวในยุค 1960 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Neue Klasse” หรือ “คลาสใหม่” ซึ่งช่วยพลิกฟื้นสถานะทางการเงินของ BMW ได้สำเร็จ รถยนต์รุ่นนี้มีโครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อก (monocoque) ระบบช่วงล่างอิสระทั้งสี่ล้อ และเครื่องยนต์ M10 สี่สูบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรถยนต์ BMW รุ่นต่อๆ มา

ในช่วงปลายยุค 50 BMW สูญเงินอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนว่า Mercedes จะสามารถซื้อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากบาวาเรีย แต่ BMW ก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรใหม่ การรีบูตตัวเองครั้งใหญ่กับรถใหม่อย่าง BMW 1500 ซึ่งเป็นรถเก๋งกึ่งสปอร์ตที่ยอดเยี่ยม รู้จักกันในชื่อ Neue Klasse (New Class) เครื่องยนต์ M10 สี่สูบใหม่ ยังคงอยู่ในการผลิตจนถึงปี 1988 และมีการใช้บล็อกนี้ในรถยนต์ GP 1,500bhp นอกจากนี้ยังมีรถคูเป้ ซึ่งในที่สุดก็ยืดจมูกเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับเครื่องยนต์แถวเรียง 6 กระบอกสูบตัวใหญ่ ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดสูงสุด ใน CSL Batmobile รุ่นสามประตูที่สั้นกว่าของ BMW 1600/2000 ถูกถ่ายเทสายพันธุ์กรรมมาเป็นรถเจ๋งๆ อย่าง 1602/2002 ซึ่งเป็นต้นตระกูลของรถขายดีอย่าง Series-3.

BMW Neue Klasse คืออะไร?

จริง ๆ แล้ว BMW Neue Klasse ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อรุ่นรถยนต์ แต่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญของ BMW ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับความท้าทายทางด้านการเงินอย่างหนัก การเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม BMW Neue Klasse ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ช่วยให้ BMW กลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

จุดเด่นของแพลตฟอร์ม BMW Neue Klasse

  • โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อกที่แข็งแรง
  • ระบบช่วงล่างอิสระทั้งสี่ล้อ ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคง
  • เครื่องยนต์ M10 สี่สูบ ที่ทนทานและให้กำลังที่ดี

และที่สำคัญที่สุดคือดีไซน์ที่ทันสมัยเหนือกาลเวลา ทำให้รถยนต์ในกลุ่ม BMW Neue Klasse ยังคงเป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในรถยนต์คลาสสิกมาจนถึงทุกวันนี้

BMW Neue Klasse จึงไม่ได้เป็นแค่รถ แต่เป็นตำนาน เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลง และเป็นรากฐานที่สำคัญของ BMW ในปัจจุบัน

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps:// 
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/                

ที่มา – แพลตฟอร์มใหม่ ต้นทางและที่มาที่ไปของคำว่า BMW Neue Klasse

ICE บุกโรงงานฮุนได จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) บุกจับกุมแรงงานเกือบ 500 คนที่โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนได ในรัฐจอร์เจีย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คนครั้งนี้ กำลังเป็นที่จับตาของทั่วโลก

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน ครั้งนี้นับเป็นการบุกตรวจแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง และยังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนหลายเดือนเกี่ยวกับการจ้างงานผิดกฎหมายและอาชญากรรมอื่นๆ เจ้าหน้าที่ได้รับหมายค้นศาลก่อนเข้าตรวจค้น

สตีฟ ชแร็งค์ เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในแอตแลนตาระบุว่า นี่คือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแรงงาน 475 คน ที่อยู่ในสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายหรือทำงานโดยไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง โดยกว่า 300 คนเป็นชาวเกาหลีใต้ ปัจจุบันทั้งหมดถูกกักตัวไว้ที่ศูนย์กักกัน ICE ในเมืองโฟล์กสตัน รัฐจอร์เจีย

ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลและเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ที่ถูกกักตัว และยืนยันว่าจะส่งนักการทูตไปตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงได้ติดต่อสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโซลโดยตรง กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ย้ำว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของบริษัทลงทุนเกาหลี และสิทธิของพลเมืองเกาหลีใต้ ต้องไม่ถูกละเมิดโดยไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ

ขณะที่บริษัทฮุนได มอเตอร์ ออกแถลงการณ์ว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด พร้อมย้ำว่าผู้ที่ถูกจับกุมไม่ได้เป็นพนักงานโดยตรงของฮุนได โรงงานแห่งนี้ซึ่งมีพื้นที่กว่า 3,000 เอเคอร์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และเพิ่งเปิดดำเนินการได้เพียง 1 ปี โดยยังคงเดินสายการผลิตตามปกติ แต่พันธมิตรของฮุนไดอย่าง LG Energy Solutions ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนด้านแบตเตอรี่ ได้หยุดการก่อสร้างที่ไซต์งานชั่วคราว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในทำเนียบขาวว่า “คนเหล่านี้คือผู้อพยพผิดกฎหมาย และ ICE แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง” เมื่อถูกถามถึงท่าทีของเกาหลีใต้ ทรัมป์ตอบว่า “เราต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่น และเราต้องการแรงงานที่มั่นคง แต่ความจริงคือมีแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก และบางส่วนไม่ใช่คนที่ดีที่สุด” พร้อมโยงว่า แรงงานผิดกฎหมายจำนวนมากเข้ามาในช่วงรัฐบาลไบเดน

ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน ครั้งนี้ สะท้อนความตึงเครียดระหว่างนโยบายหลักสองด้านของทรัมป์ คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทเกาหลีใต้ที่ประกาศทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างงานในสหรัฐฯ และนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมาย ที่เขามองว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ไบรอัน เคมป์ เคยยกย่องโรงงานฮุนไดว่าเป็น “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐ” โดยคาดว่าจะจ้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงด้านแรงงานอพยพและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลกระทบจากปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนได สหรัฐฯจับแรงงานต่างชาติ 500 คน

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ
  • เศรษฐกิจ: การหยุดชะงักของการผลิตในโรงงานฮุนไดอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัฐจอร์เจีย
  • แรงงาน: ปัญหาการจ้างงานผิดกฎหมายและการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานต่างชาติยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับโรงงานฮุนไดในรัฐจอร์เจีย แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาแรงงานข้ามชาติและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน

ที่มา – ปฏิบัติการครั้งใหญ่! ICE บุกโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ จับแรงงานต่างชาติ 500 คน

ประกาศฉบับ 1: พายุดีเปรสชัน จ่อขึ้นฝั่งจีน!


เพื่อนๆ ทุกคนคงได้ยินข่าวเรื่องสภาพอากาศกันบ้างแล้วใช่มั้ยคะ วันนี้มีข่าวสำคัญจากกรมอุตุนิยมวิทยามาแจ้งให้ทราบกัน เกี่ยวกับ “พายุดีเปรสชัน” ที่กำลังจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนในช่วงวันที่ 8-9 กันยายนนี้ มาดูกันค่ะว่ารายละเอียดเป็นยังไงบ้าง

ประกาศฉบับ 1: พายุดีเปรสชัน จ่อขึ้นฝั่งประเทศจีน ช่วงวันที่ 8–9 ก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 1 เรื่อง “พายุดีเปรสชัน” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน โดยระบุว่าเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 6 กันยายน 2568 พายุดีเปรสชันได้ก่อตัวขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แล้วพายุดีเปรสชันนี้จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยไหม?

ข่าวดีก็คือพายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 8–9 กันยายน 2568 โดยพายุนี้ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ขอให้เพื่อนๆ ที่มีแผนเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันเวลาดังกล่าวด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า แม้ว่าพายุ “พายุดีเปรสชัน” จะไม่เข้าไทย แต่ก็อาจส่งผลทางอ้อมให้เกิดฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่ ดังนั้นอย่าลืมติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดนะคะ จะได้เตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที

เพื่อความไม่ประมาท ขอแนะนำให้ทุกคนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พวกเราจะได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันเหตุการณ์

นอกจากนี้ การเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้านให้พร้อมใช้งาน หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงภัย และติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและคนที่เรารัก

สรุปแล้ว สถานการณ์ “พายุดีเปรสชัน” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนนี้ แม้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย แต่เราก็ไม่ควรประมาท ควรติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยธรรมชาตินะคะ

ที่มา – ประกาศฉบับ 1 “พายุดีเปรสชัน” จ่อเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีน ช่วงวันที่ 8–9 ก.ย.นี้

สลด! ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ เพชรบุรี

เรื่องเศร้าสะเทือนใจ! เกิดเหตุ ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ บริเวณหน้าโรงหนังเก่า ในจังหวัดเพชรบุรี ก่อนที่ดาบตำรวจรายนี้จะหลบหนีและตัดสินใจปลิดชีพตัวเองด้วยอาวุธปืน

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 05.43 น. ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 เพชรบุรี ได้รับแจ้งเหตุร้าย มีคนถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าโรงหนังเก่า ใกล้กับร้านกาลทอง ถนน 18 เมตร ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี ได้รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบศพผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชาย 1 ราย และหญิง 1 ราย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายกฤษฎา อายุ 33 ปี และ นางสาวศิวพร อายุ 31 ปี ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ส่วนผู้ก่อเหตุได้หลบหนีเข้าไปในบริเวณโรงหนังเก่า และใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ ด.ต.สมศักดิ์ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นตำรวจร้อยเวร

ทำไมถึงเกิดเหตุสลด ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ?

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเหตุการณ์ ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ ในครั้งนี้

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้เสียชีวิตทั้งสองเป็นสามีภรรยาที่ทำธุรกิจขายไข่ ส่วนผู้ก่อเหตุคือ ด.ต.สมศักดิ์ ก็มีอาชีพเสริมคือการขายไข่เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม แรงจูงใจในการก่อเหตุ ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ ในครั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

เหตุการณ์ ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ ที่เพชรบุรีครั้งนี้ สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงสาเหตุของการกระทำที่รุนแรงนี้ และหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน

ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง ชีวิตคนเรานั้นมีค่า การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา การพูดคุยและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ เป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า การสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคม และเราทุกคนควรตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ดาบตำรวจ ยิงผัวเมียขายไข่ดับ ในครั้งนี้ และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งคลี่คลายคดีเพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา – “ดาบตำรวจ” ยิงผัวเมียขายไข่ดับหน้าโรงหนังเก่า จ.เพชรบุรี ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิต

ทรัมป์ลงนาม! เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมให้กลับไปเป็น กระทรวงสงคราม สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ และได้รับความสนใจจากนานาชาติถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ทรัมป์ลงนามเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม หรือ Department of Defense ที่ใช้มายาวนานถึง 75 ปี ให้กลับไปใช้ชื่อดั้งเดิมคือ กระทรวงสงคราม หรือ Department of War ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ตั้งแต่ปี 1789 ก่อนที่จะถูกยกเลิกและปรับโครงสร้างใหม่ในสมัยประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน เมื่อปี 1947

ทรัมป์กล่าวว่า นี่คือชื่อที่เหมาะสมกว่ามาก โดยเฉพาะในยุคโลกปัจจุบัน พร้อมทั้งระบุว่าชื่อ Department of Defense ที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นแนวคิดที่เขามองว่า “woke” หรือแฝงความอ่อนแอ ขณะที่ชื่อ กระทรวงสงคราม สะท้อนความแข็งแกร่งของอเมริกา

เหตุผลที่ทรัมป์ต้องการเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงสงคราม

ทรัมป์ให้เหตุผลว่าชื่อเดิมของกระทรวงกลาโหมนั้น “อ่อนแอ” และไม่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ชื่อ “กระทรวงสงคราม” นั้นสื่อถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ นอกจากนี้ เขายังมองว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งให้กับกองทัพอเมริกันในสายตาของนานาชาติ

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนที่เป็นผู้สนับสนุนใกล้ชิดของทรัมป์ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อทำให้การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวมีผลถาวรตามกฎหมาย เพราะโดยหลักการแล้ว อำนาจการจัดตั้งหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงานรัฐบาลกลางขึ้นอยู่กับสภาคองเกรส ไม่ใช่เพียงคำสั่งฝ่ายบริหารจากประธานาธิบดี

แม้จะถูกทักท้วงในประเด็นกฎหมาย ทรัมป์ยังยืนยันว่าเขาจะเดินหน้าด้วยการให้เพนตากอนใช้ชื่อ Department of War ไปก่อน และแสดงความมั่นใจว่า “สภาคองเกรสน่าจะเห็นด้วยอยู่แล้ว ถ้าจำเป็นต้องผ่านกฎหมายจริงๆ”

การเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหมกลับไปเป็น กระทรวงสงคราม นี้สร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? ลองมาพิจารณาในหลายมุมมอง

  • ด้านการเมือง: การเปลี่ยนแปลงนี้อาจถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน
  • ด้านประวัติศาสตร์: การกลับไปใช้ชื่อเดิมอาจเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์การทำสงครามของสหรัฐฯ ในอดีต
  • ด้านจิตวิทยา: ชื่อ “กระทรวงสงคราม” อาจสร้างความรู้สึกหวาดกลัวและความไม่มั่นคงให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กลุ่มผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมองว่าจะยิ่งทำให้สหรัฐฯ ดูเป็นชาติที่ก้าวร้าวและพร้อมทำสงคราม

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การตัดสินใจของทรัมป์ในครั้งนี้จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน และจะเป็นที่ถกเถียงกันต่อไปอีกยาวนานถึงความเหมาะสมและผลกระทบที่จะตามมา

ที่มา – ทรัมป์ลงนามแล้ว เปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงสงคราม

จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย

จีนแสดงความยินดีกับอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย พร้อมหวังร่วมมือกันผลักดันความก้าวหน้า ส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย การแสดงความยินดีนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยเเละจีนที่มีมายาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า จีนและไทยเป็นมิตรประเทศและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด โดยความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นเสมือนครอบครัว และเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับไทยในปี 2568 จีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยเพื่อสานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ และกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จีนมองว่าการมีผู้นำใหม่ของไทยจะเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เเน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ จีนยังหวังร่วมมือกับไทยในการผลักดันความก้าวหน้าของการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป การร่วมมือกันในด้านต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเเละภูมิภาคโดยรวม

จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย

การแสดงความยินดีจากจีนต่อการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ ประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ยาวนาน และความสัมพันธ์นี้คาดว่าจะยังคงเติบโตต่อไปภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่

ความสัมพันธ์ไทย-จีนที่แน่นแฟ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นมีความพิเศษและมีพลวัตอย่างมาก ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่แข็งแกร่งในด้านต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

  • การค้า: จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และการค้าระหว่างสองประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุน: จีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในไทย และการลงทุนของจีนมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
  • การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งสร้างรายได้จำนวนมากให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

การที่จีนแสดงความยินดีกับนายอนุทินที่ได้รับตำแหน่ง จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เเละการที่จีนแสดงความยินดี อนุทิน นายกฯ คนใหม่ของไทย แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญเเละมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย

การมีรัฐบาลใหม่ในประเทศไทยจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เเน่นเเฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – จีนแสดงความยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ของไทย

เราได้เรียนรู้อะไรจากการเสมอของสกอตแลนด์ในเดนมาร์ก?

การเสมอแบบไร้สกอร์ของสกอตแลนด์ในการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่เดนมาร์กอาจจะไม่มีประตู แต่ก็มีประเด็นที่น่าพูดถึงมากมายท่ามกลางการแสดงที่กล้าหาญ

การเลือกทีมและแนวทางของสตีฟ คลาร์ก และการกลับมาของบุคคลที่คุ้นเคยบางคนไม่ได้รับการต้อนรับจากทุกคน แต่เมื่อทุกอย่างลงตัว สกอตแลนด์ก็กลับออกมาพร้อมแต้มเยือนในการเจอกับทีมเต็งของกลุ่ม

เป้าหมายต่อไปในการไล่ล่าตำแหน่งในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 คือการเดินทางไปฮังการีเพื่อเผชิญหน้ากับเบลารุสในวันจันทร์ – ถ่ายทอดสดทาง BBC

แต่เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการแข่งขันที่ตึงเครียดในโคเปนเฮเกน? เราได้เรียนรู้อะไรจากการเสมอของสกอตแลนด์ในเดนมาร์ก?

‘คืนนี้ดูเหมือนทีมของคลาร์ก’

ความแข็งแกร่งในเกมรับเป็นจุดเด่นของทีมสตีฟ คลาร์ก สกอตแลนด์ ที่ผ่านเข้ารอบชิงแชมป์ยุโรปอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเสียสามประตูในการเจอกับกรีซและไอซ์แลนด์ในการแข่งขันติดต่อกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรอยร้าวในแนวรับที่มักจะไว้ใจได้

ในโคเปนเฮเกน คุณภาพการต่อสู้กลับคืนมา

สกอตแลนด์จำกัดเดนมาร์กให้ยิงเข้ากรอบเพียงสองครั้งจากการเข้าสู่พื้นที่สุดท้าย 55 ครั้ง ในขณะที่ผู้มาเยือนรักษารูปทรงได้อย่างยอดเยี่ยม

เมื่อเจ้าบ้านได้โอกาสยิงประตู สกอตแลนด์ก็ทุ่มเททุกอย่าง

จอห์น แม็กกินน์ กองกลางของแอสตัน วิลล่า กล่าวว่า “มันเกี่ยวกับการอยู่ในเกม” “เราจัดการเกมได้ดีขึ้น คืนนี้ดูเหมือนเป็นทีมของสตีฟ คลาร์ก”

นี่เป็นครั้งแรกที่สกอตแลนด์รักษาคลีนชีตในการเล่นเป็นทีมเยือนติดต่อกันสามนัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021 ซึ่งเป็นการกลับมาที่น่ายินดีสำหรับเกมรับที่ประหยัดของพวกเขา

ปีเตอร์ เลิฟเวนครานด์ อดีตกองหน้าของเรนเจอร์สและเดนมาร์ก กล่าวว่า “สกอตแลนด์มีความสุขที่จะนั่งรอและต่อสู้” “พวกเขาทำให้เดนมาร์กเจองานยากมาก”

แฮนลีย์ ‘โดดเด่น’ ในขณะที่ตัวโปรดเก่าแก่เปล่งประกาย

ส่วนสำคัญของการแสดงคือทหารที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดของคลาร์กบางคน

แกรนท์ แฮนลีย์เป็นส่วนสำคัญของสกอตแลนด์ แม้ว่าจะเป็นผู้เล่นที่ไม่ค่อยได้ลงสนามในระดับสโมสรมานานกว่าสองฤดูกาล หุ้นส่วนเซ็นเตอร์แบ็คของเขาในโคเปนเฮเกน – จอห์น เซาทาร์ – ก็มักจะออกสตาร์ทให้กับสกอตแลนด์ด้วยเมื่อเขาฟิตและพร้อมใช้งาน

พวกเขาสกัดบอล 16 ครั้งและชนะการดวล 10 ครั้งระหว่างพวกเขาในขณะที่พวกเขาขับไล่การโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ผู้เล่นเจ้าบ้านและฝูงชนผิดหวัง

แม็กกินน์กล่าวถึงกองหลังจากฮิบส์ว่า “มันง่ายมากที่จะวิพากษ์วิจารณ์แกรนท์ แฮนลีย์ – เขาโหม่งทุกอย่าง เคลียร์ทุกอย่าง” “กองหลังทั้งสี่คนยอดเยี่ยมมาก”

วิลลี่ มิลเลอร์ ฮีโร่เกมรับของสกอตแลนด์อีกคนหนึ่ง ชื่นชมผลงานของแฮนลีย์: “ฉันคิดว่าเขายอดเยี่ยมมาก คุณต้องยกความดีความชอบให้เขา เขาไม่เคยถูกเปิดโปงเลย”

แอนดี้ โรเบิร์ตสัน กัปตันทีมเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนกว่า แต่เขาก็เล่นได้ตามมาตรฐานสูงเช่นเคย โดยสกัดบอล 10 ครั้งและบุกขึ้นหน้าเพื่อเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ 8 ครั้ง

จากนั้นทำหน่วยแบ็คโฟร์ให้สมบูรณ์คือ Aaron Hickey…

การกลับมาของ Hickey ‘ความสุขอย่างแท้จริง’

เมื่อ Hickey และ Nathan Patterson ปรากฏตัว สกอตแลนด์ดูเหมือนจะมีช่องทางด้านขวาครอบคลุมระหว่างผู้เล่นที่มีพรสวรรค์อย่างเหลือเชื่อทั้งสองคน

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ต่างก็ต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้สกอตแลนด์ต้องเล่นกองหลังสามคนหรือเน้นการสร้างเกมส่วนใหญ่ไปทางด้านซ้าย

แต่ Hickey วัย 23 ปี แสดงให้เห็นว่าสกอตแลนด์พลาดอะไรไปในช่วง 69 นาทีของเขาในเมืองหลวงของเดนมาร์ก

แสดงให้เห็นถึงความสุขุมและคุณภาพทั้งในเกมรับและเกมรุก ฟูลแบ็คของเบรนท์ฟอร์ดนั้นถนัดทั้งสองเท้าและให้ความสมดุลที่น่ารักกับโรเบิร์ตสันในปีกตรงข้าม

คลาร์กกล่าวว่า “แอรอนมีช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ กับอาการบาดเจ็บ และเขาแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่เขามี” “การสามารถเลือกเขาได้อีกครั้งเป็นความสุขอย่างแท้จริง”

“เรารู้ว่า 60-65 นาทีอาจเป็นสิ่งที่เราจะได้รับจากเขา แต่เมื่อคุณเห็นฟอร์มการเล่นของเขา เขาอยู่ในสภาพร่างกายที่ยอดเยี่ยมและคุณภาพของเขาก็แสดงออกมา”

อดีตกัปตันทีมสกอตแลนด์ สก็อตต์ บราวน์ กล่าวซ้ำถึงความคิดเหล่านั้น โดยเลือก Hickey เป็นคนที่โดดเด่นในการแสดงทีมที่น่าประทับใจ

อดีตกองหลังจาก Hearts และ Bologna จะต้องเผชิญกับความรับผิดชอบในเกมรุกมากขึ้นหากเขาออกสตาร์ทในวันจันทร์ แต่เขามีอารมณ์และความสามารถในการปรับตัวและเปล่งประกายในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ความยืดหยุ่นทางยุทธวิธีของคลาร์กในการแสดง

รูปแบบ เช่นเดียวกับบุคลากร ในทีม 11 ตัวจริงของคลาร์กทำให้คิ้วขมวด

Che Adams ของ Torino จับคู่กับ Lyndon Dykes ในแดนหน้า โดยมีกองกลางสี่คนที่ประกอบด้วย John McGinn, Lewis Ferguson, Scott McTominay และ Ryan Christie

Adams ทำงานหนักอย่างมาก โดยลงมาในแดนกลางในขณะที่สกอตแลนด์ยังคงแคบและกะทัดรัด พยายามที่จะทำให้เดนมาร์กผิดหวังและฉวยโอกาสจากความผิดพลาดใดๆ

คลาร์กกล่าวเมื่อถูกถามถึงการจัดทีมของเขาว่า “ฉันพยายามแสดงความยืดหยุ่นอยู่เสมอ” “นั่นคือหน้าที่ของฉัน เพื่อทำการตัดสินใจเหล่านี้ ถ้าฉันไม่กล้า ฉันก็ไม่ควรอยู่ในงานนี้”

“ฉันอาจจะไม่ได้รับพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่เราพยายามเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางครั้งคุณต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะกับคู่ต่อสู้ มันได้ผลในคืนนี้”

บางคนแสดงความผิดหวังกับการเลือกของคลาร์กก่อนการแข่งขัน โดยเรียกร้องให้ Scott McKenna ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค, Billy Gilmour ในตำแหน่งกองกลาง, Ben Gannon-Doak ทางปีก และ Kieron Bowie ในแดนหน้า

Gannon-Doak เป็นคนเดียวที่ได้ลงเล่นในโคเปนเฮเกนและแสดงให้เห็นถึงความเร็วและการเลี้ยงบอลที่ระเบิดได้ของเขาในขณะที่สกอตแลนด์ดูดซับแรงกดดันในช่วงท้ายเกม

ไมเคิล สจวร์ต อดีตกองกลางของสกอตแลนด์ กล่าวว่า “ผมคิดว่าผู้จัดการทีมมีความชอบธรรมในการเลือกทีมของเขา” “สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือห้องแต่งตัวมีความเชื่อมั่นและมั่นใจ 100% ว่าผู้จัดการทีมคือคนที่ใช่”

คลาร์กบอกเป็นนัยถึงการเปลี่ยนแปลงสำหรับการแข่งขันกับเบลารุสในวันจันทร์ – สกอตแลนด์จะต้องชนะ เราได้เรียนรู้อะไรจากการเสมอของสกอตแลนด์ในเดนมาร์ก?

นั่นอาจเป็นเวลาที่จะเปิดตัวและให้โอกาส Gannon-Doak ได้สร้างความประทับใจตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่?

สรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการเสมอของสกอตแลนด์ในเดนมาร์ก

สกอตแลนด์แสดงให้เห็นถึงความเหนียวแน่นในเกมรับ ความยืดหยุ่นทางแท็คติก และการฟื้นตัวของผู้เล่นคนสำคัญ การเสมอในเดนมาร์กเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถแข่งขันกับทีมชั้นนำได้ และสตีฟ คลาร์กก็มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนทีมให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี สกอตแลนด์ยังคงต้องทำงานหนักต่อไป แต่พวกเขากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – What did we learn from Scotland’s draw in Denmark?