วัน: 15 ตุลาคม 2025

อายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อ: ได้เงินคืน 1 ล้าน!

ตำรวจ สภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เผยกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกเหยื่อโอนเงินกว่า 4 ล้านบาท ก่อนจะทำการโอนไปยังบัญชีปลายทางในประเทศกัมพูชา แต่ยังโชคดีที่สามารถอายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อได้ถึง 1 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่ สภ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม พล.ต.ต.พลาเดช เพ็ชรหว้าโง๊ะ ผบก.ภ.จว.มหาสารคาม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภฤศ ภาสว่าง ผกก. สภ.กันทรวิชัย และชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้า พร้อมทั้งนำเงินจำนวน 1 ล้านบาทคืนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่ถูกหลอกโอนไปกว่า 4 ล้านบาท โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ใช้วิธีการยักย้ายถ่ายเทเงินไปยังประเทศกัมพูชา โดยแสร้งว่าเป็นการโอนเงินชำระค่าสินค้า ครั้งละ 5,000 – 50,000 บาท หลายครั้ง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เมื่อ สภ.กันทรวิชัย ได้รับแจ้งความจาก นางมณีย์ ไชยชนะ ว่าเธอถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาหลอกลวง โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้า และแจ้งว่าจะทำการคืนเงินค่ามิเตอร์ไฟฟ้า จากนั้นได้หลอกลวงให้ นางมณีย์ ทำการแก้ไขข้อมูลในแอปพลิเคชันธนาคารบนโทรศัพท์มือถือของเธอ แล้วให้สแกน QR Code โดยอ้างว่าเป็นการสแกนเพื่อรับเงินคืน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการสแกนเพื่อจ่ายเงินออกไป โดยเงินได้ถูกโอนไปยังบัญชีม้าจำนวน 2 บัญชี ได้แก่ บัญชีของ น.ส.ณภัทร อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา (ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนี) เป็นจำนวนเงิน 1,498,989 บาท และบัญชีของ นายประยุทธ อายุ 45 ปี เป็นจำนวนเงิน 2,999,624 บาท ซึ่งถูกจับกุมตัวในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นเหตุให้ นางมณีย์ สูญเสียเงินรวมทั้งสิ้น 4,498,663 บาท เธอรู้ตัวว่าถูกหลอกหลังจากโอนเงินไปแล้วประมาณ 30 นาที จากนั้น พ.ต.อ.ภฤศ ภาสว่าง ผกก.สภ.กันทรวิชัย ได้แนะนำให้ผู้เสียหายติดต่อสายด่วน AOC 1441 โดยทันที เพื่อแจ้งอายัดเงินแก๊งคอลฯ และสามารถทำการอายัดเงินในบัญชีของคนร้ายได้กว่า 1 ล้านบาท

ต่อมา พ.ต.อ.ภฤศ ภาสว่าง ผกก.สภ.กันทรวิชัย ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม นำทีมโดย พ.ต.ท.กิตภากร ภูคำสอน รอง ผกก. สส.สภ.ยางสีสุราช, พ.ต.ต.นภสินธุ์ ธนเดชโชติอนันต์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองฯ, ร.ต.อ.ณัฐชนน ชุ่มมะโน รอง สว.สส.สภ.เมืองฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคาม ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้ และสืบทราบว่าบัญชีม้าทั้ง 2 บัญชี ได้ทำการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้มาไปยังบัญชีม้าอื่นๆ ต่อไป ซึ่งมี น.ส.ปนัดดา อายุ 26 ปี ชาว จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าของ โดยมีการผูกการทำธุรกรรมผ่าน Western Union เพื่อโอนเงินที่ได้ไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมตัว และตั้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

อายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อ: สำคัญอย่างไร?

การที่ตำรวจสามารถอายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อได้สำเร็จนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแจ้งความรวดเร็วและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่าการกระทำของพวกเขานั้นจะไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้ และจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

วิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการขอข้อมูลส่วนตัว หรือขอให้ทำธุรกรรมทางการเงิน
  • ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวหรือทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ
  • หากมีข้อสงสัย ให้ติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง
  • ติดตั้งแอปพลิเคชันป้องกันมิจฉาชีพบนโทรศัพท์มือถือ
  • แจ้งความกับตำรวจทันทีหากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพ และควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – อายัดเงินแก๊งคอลฯ คืนเหยื่อ 1 ล้าน หลังหลงกลโอนไปกว่า 4 ล้าน บัญชีปลายทางกัมพูชา

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ! บอร์ด **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

นายกรัฐมนตรีลงนามตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายหลักคือการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 ว่าด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สืบเนื่องจากสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ การเผยแพร่ข่าวปลอม การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

คณะกรรมการชุดนี้มีองค์ประกอบที่น่าสนใจดังนี้:

  • นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการ
  • ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมเป็นกรรมการ
  • นอกจากนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช และ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

**ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์**

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดนี้ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบายและมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการกำกับดูแลและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังมีหน้าที่ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจเร่งด่วน: ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์

การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ **ปราบสแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์** ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

แนวทางการดำเนินงาน

คณะกรรมการชุดนี้มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้

ความคาดหวัง

รัฐบาลคาดหวังว่าการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้จะช่วยลดจำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ประชาชนทุกคนจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การที่นายกรัฐมนตรีลงมาเป็นประธานเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การดึงผู้มีประสบการณ์จากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หวังว่าเราจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเร็ววัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีลุยเองนั่งประธานบอร์ดปราบสแกมเมอร์ ดึงบิ๊กสีกากี ปราบอาชญากรรมออนไลน์

คนละครึ่งพลัส: ร้านค้าลงทะเบียนผ่านถุงเงินกรุงไทย

เปิดขั้นตอนการสมัครเป็น “ร้านค้าถุงเงิน” โหลดแบบฟอร์มลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน www.ถุงเงินกรุงไทย.com ตั้งแต่วันนี้ ถึง 19 ต.ค. 68 

วันที่ 15 ต.ค. 68 วันแรกของการเปิดให้ผู้ประกอบการร้านค้า ลงทะเบียน “ร้านค้าถุงเงิน” ในโครงการคนละครึ่งพลัส (โครงการฯ) ซึ่งจะสามารถลงทะเบียนได้จนถึงวันที่ 19 ต.ค.นี้  โดยมีรายละเอียดประเภทร้านค้า และการลงทะเบียนร้านค้า ดังนี้

  • ประเภทร้านค้าลงทะเบียน “ร้านค้าถุงเงิน”

1. เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้

1.1 ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ

1.2 ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ

1.3 ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ

1.4 ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ) 

ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้

2. เป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการบริการฯ) ดังนี้

2.1 ผู้ประกอบการบริการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ

2.2 ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตาม พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ หรือ

2.3 ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ 

ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ และกรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

3. เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้

3.1 ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

3.2 ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น

3.3 เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ)

3.4 เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

3.5 ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลังระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5 

การสมัครใช้บริการ แอปฯ ถุงเงิน

  • มีบัญชีออมทรัพย์ หรือกระแสรายวันของธนาคารกรุงไทย
  • เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย และยังประกอบกิจการอยู่
  • มีที่อยู่ที่ธนาคารสามารถติดต่อร้านค้าได้โดยตรง และมีเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้สะดวก

** เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด **

การลงทะเบียนร้านค้าถุงเงิน ในโครงการคนละครึ่งพลัส

1. กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” 

2. กรณีเป็นผู้ประกอบการร้านค้าฯ ผู้ประกอบการบริการฯ หรือผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ. กรุงไทยฯ)

3. กรณีเป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 1 และข้อ 2 หากไม่ปรากฏข้อมูลการประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าวในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ (ไม่มีแบนเนอร์ “คนละครึ่ง พลัส” ขึ้นแสดงในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”) จะต้องได้รับการยืนยันว่าร้านค้ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย แล้วแต่กรณี ก่อน จึงนำใบสมัครไปยื่นผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย

ร้านค้าที่ต้องสมัครผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยเท่านั้น

  • ร้านค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า/เทคโนโลยี
  • ธุรกิจนำเที่ยว/บริษัททัวร์
  • ธุรกิจค้าทอง/ทองคำรูปพรรณ
  • กลุ่มบริการด้านสุขภาพและการแพทย์
  • ธุรกิจค้าอัญมณี/เพชรพลอย
  • สถาบันการเงิน
  • การศึกษา
  • หน่วยงานรัฐบาล/องค์การมหาชน
  • องค์กร/สมาคม
  • หน่วยรับบริจาค

โดยสามารถตรวจสอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการสมัครร้านค้าถุงเงินประเภทที่ต้องพิจารณา ตามเงื่อนไขของธนาคาร ที่นี่

วิธีสมัครเข้าร่วมโครงการสำหรับร้านค้าใหม่

1. มีบัญชีธนาคารกรุงไทย
2. สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่าน www.ถุงเงินกรุงไทย.com และดาวน์โหลด/อัปเดตแอปฯ ถุงเงินเป็นเวอร์ชันล่าสุด
3. ตรวจสอบประเภทกิจการและดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร ไปยื่นสมัครกับหน่วยงาน
4. นำเอกสารที่ได้รับการยืนยันแล้ว มายื่นสมัครเข้าร่วมโครงการ ณ จุดให้บริการ
5. ร้านค้าได้รับผลพิจารณาผ่าน SMS
6. เมื่อผ่านเข้าร่วมโครงการ แบนเนอร์คนละครึ่งพลัส จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน
7. กดยอมรับข้อตกลงและเงื่องไขโครงการ
8. รับชำระค่าสินค้าและบริการจากประชาชน
9. ตรวจสอบประวัติการรับเงิน บนแอปฯ ถุงเงิน

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มการสมัคร สำหรับร้านค้า

  • โหลดที่นี่ แบบฟอร์มการสมัครเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับร้านค้าที่ต้องได้รับการยืนยันการประกอบกิจการ (สำหรับกระทรวงมหาดไทย)
  • โหลดที่นี่ แบบฟอร์มการสมัครเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับร้านค้าที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะ (สำหรับธนาคารกรุงไทย)

ขั้นตอนการสมัครเป็น “ร้านค้าถุงเงิน” ผ่านแอปฯ ถุงเงิน

  1. กรอกข้อมูลเข้าใช้งาน กรอกเลขบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และเบอร์มือถือเข้าใช้งานถุงเงิน
  2. ยืนยันรหัส OTP ที่ถูกส่งไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้
  3. กรอกข้อมูลร้านค้าที่สามารถติดต่อได้ และเลขบัญชีกรุงไทยที่ใช้รับเงิน
  4. ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด ก่อนยืนยันสมัครเป็นร้านค้าถุงเงิน
  5. เริ่มใช้งานแอปฯ ถุงเงิน รับเงินด้วย QR พร้อมเพย์ได้ทันที

คนละครึ่งพลัส: ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า

  • ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 1111 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
  • ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง
  • สอบถามข้อมูลโครงการฯ: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3510 3238 3313 3512 3532 หรือ 3502 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส อย่าลืมตรวจสอบคุณสมบัติและเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างราบรื่น และอย่าลืมดาวน์โหลดแบบฟอร์มแบบฟอร์มลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส สำหรับร้านค้า ผ่าน www.ถุงเงินกรุงไทย.com ให้ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการสมัคร

ที่มา – แบบฟอร์มลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส สำหรับร้านค้า ผ่าน www.ถุงเงินกรุงไทย.com

“บวรศักดิ์” เล็งเลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 พร้อมแก้ รธน.

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นรัฐสภาให้ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่เกินวันที่ 20 ธ.ค.นี้ แนะรัฐสภา – รัฐบาลประสานเวลาให้ดี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระแรก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พร้อมนำข้อมูลการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภาส่งให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจรัฐสภา แต่การทำประชามติ ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อหารือกับ กกต. กำหนดวันลงประชามติ และคำถามประชามติ จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ใน 2 กรณีคือ 1. กรณีที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่ให้ยุบสภาใน 4 เดือน จะครบกำหนดยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรณียุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน วันที่เหมาะสมจะเลือกตั้งที่สุดคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเอ็มโอเอ

วาระ 3 ต้องโหวตไม่เกิน 20 ธ.ค.68

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำประชามติมาเกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันออกเสียงประชามติ ในระหว่าง 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณให้ออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 นั้น ดังนั้นกรอบเวลา 90 วัน คือวันที่ 30 ธ.ค. 2568 จะเป็นวันที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติ หมายความว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค. 2568 เผื่อระยะเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ และ กกต. และหารือกำหนดวันทำประชามติที่จะเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 จึงต้องขอความกรุณารัฐสภาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 วันที่ 15-20 ธ.ค. 2568

ไทม์ไลน์ที่2 ลงมติวาระสาม ม.ค.69

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์กรณีที่ 2 ที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว และมีประกาศบังคับใช้ จะทำให้รัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้นคือ หากยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค. 2569 แต่กรอบเวลาการประกาศวันทำประชามติจะลดจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน ดังนั้น วันสุดท้ายที่จะประกาศวันทำประชามติคือ วันที่ 29 ม.ค. 2569 หากเป็นเช่นนี้ รัฐสภาต้องลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค. 2569 และ เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต. ได้ ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นไปตามเอ็มโอเอ และ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ต้องมีการประสานงานกันในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอไทม์ไลน์ที่รัฐบาลมองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

จากข่าวการวางปฏิทินการเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ของ “บวรศักดิ์” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการประชามติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

ทำไมต้องเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569?

การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามกฎหมาย การที่นายบวรศักดิ์ได้เสนอไทม์ไลน์ที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นการช่วยให้รัฐสภาและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของกำหนดการ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาในวาระต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ การที่รัฐสภาสามารถลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามกำหนด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การจัดการประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การที่รัฐบาลกำหนดวันประชามติให้สอดคล้องกับวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 จะช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการออกไปใช้สิทธิของตน

เพื่อให้การเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามกระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตย

ที่มา – “บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

หวยปฏิทินจีน 16/10/68 มาแล้ว! ส่องเลขเด็ดงวดนี้

คอหวยแห่ส่อง “เลขดังงวดนี้” จาก “หวยปฏิทินจีน 16/10/68” กันอย่างคึกคัก หลังจากที่เคยให้โชคมาแล้วหลายงวด เตรียมซื้อ “ลอตเตอรี่” เสี่ยงโชคในงวดนี้กันอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขาย “สลากกินแบ่งรัฐบาล” งวดประจำวันที่ 16/10/68 เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนต่างออกมาหาซื้อเลขที่ตนเองชื่นชอบเพื่อหวังเป็นผู้โชคดีได้รับทรัพย์ก้อนโต และที่ขาดไม่ได้เลยคือการส่องหาเลขเด็ดจากแหล่งต่างๆ

ทางด้าน เฟซบุ๊กแม่จำเนียร ก็ได้เผยแพร่ข้อมูลแนวทางเลขขายดีประจำงวด 16 ตุลาคม 2568 ซึ่งปรากฏว่ามี “เลขปฏิทินจีน” ติดอันดับเลขขายดีที่คอหวยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเคยสร้างปรากฏการณ์ให้โชคกับนักเสี่ยงโชคมาแล้วหลายครั้ง โดยเลขที่ได้รับความนิยมงวดนี้คือเลข 85, 57, 73, 857 และ 573 คอหวยต่างพากันกว้านซื้อเลขดังกล่าวจนเกลี้ยงแผงภายในเวลาอันรวดเร็ว

หวยปฏิทินจีน 16/10/68 เลขเด็ดที่คอหวยรอคอย

“หวยปฏิทินจีน” กลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนักเสี่ยงโชค เนื่องจากสถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการให้เลข ทำให้คอหวยหลายท่านต่างให้ความไว้วางใจและติดตามเลขจากปฏิทินจีนอย่างใกล้ชิดในทุกๆ งวด

สำหรับงวด 16/10/68 นี้ เลขจาก “หวยปฏิทินจีน” ก็ยังคงเป็นที่จับตามองของนักเสี่ยงโชคเป็นจำนวนมาก หลายคนเชื่อว่าเลขเด็ดจากปฏิทินจีนจะนำพาโชคลาภมาให้ในงวดนี้ ทำให้บรรยากาศการซื้อขายสลากฯ ที่มีเลขดังกล่าวคึกคักเป็นพิเศษ

ทำไมคอหวยถึงให้ความสนใจ หวยปฏิทินจีน 16/10/68

ความนิยมของ “หวยปฏิทินจีน 16/10/68” นั้นมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในเรื่องโชคลาง ความศรัทธาในศาสตร์ของตัวเลข รวมถึงสถิติที่ผ่านมาที่แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการให้เลขเด็ด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้คอหวยจำนวนมากแห่กันมาส่องหาเลขจากปฏิทินจีนเพื่อนำไปเสี่ยงโชค

นอกจากนี้ การที่ “เลขปฏิทินจีน” มักจะมาในรูปแบบของตัวเลขที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คอหวยสามารถนำไปวิเคราะห์และตีความเป็นเลขต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ทำให้เพิ่มโอกาสในการถูกรางวัลมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล ควรเล่นอย่างมีสติ และไม่ควรลงทุนเกินกำลังทรัพย์ที่ตนเองมี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินตามมา

สำหรับท่านใดที่สนใจชม “ถ่ายทอดสดการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล” งวดประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2568 สามารถติดตามได้ทางไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป หรือตรวจผลสลากฯ ทุกรางวัลได้ที่ไทยรัฐออนไลน์เช่นกัน ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

การลุ้นโชคเป็นความหวังและความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคงวดนี้นะครับ!

ที่มา – มาแล้ว หวยปฏิทินจีน 16/10/68 คอหวยตามส่องแนวทาง “เลขดังงวดนี้” ไปลุ้นโชค

เชียงใหม่ฝนตกหนัก! ปิดน้ำตกแม่สา อุทยานดอยสุเทพ

ใครมีแพลนจะไปเที่ยวเชียงใหม่ช่วงนี้ต้องเช็คข่าวกันหน่อยนะคะ! เพราะล่าสุดมีรายงานว่า เชียงใหม่ฝนตกหนัก จนทาง “อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย” ต้องประกาศปิด “น้ำตกแม่สา” ชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทุกคนค่ะ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย Doi Suthep-Pui National Park ได้โพสต์แจ้งข่าวสำคัญว่า เนื่องจากสถานการณ์ เชียงใหม่ฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในบริเวณน้ำตกแม่สา ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางอุทยานฯ จึงจำเป็นต้องประกาศปิดให้บริการน้ำตกแม่สาเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เชียงใหม่ฝนตกหนัก! ปิดน้ำตกแม่สาชั่วคราว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางมาเที่ยว หรือมีแผนจะมาเที่ยวน้ำตกแม่สาในช่วงนี้ ขอให้ติดตามข่าวสารและประกาศจากทางอุทยานฯ อย่างใกล้ชิดนะคะ เพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังพื้นที่เสี่ยงภัย

ทำไมต้องปิดน้ำตกแม่สาเมื่อฝนตกหนัก?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมฝนตกหนักถึงต้องปิดน้ำตก? นั่นก็เพราะว่า ในช่วงที่ฝนตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณน้ำตกได้ เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวอาจพัดพาคน หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้ ดังนั้น การปิดน้ำตกชั่วคราว จึงเป็นมาตรการป้องกันเพื่อความปลอดภัยของทุกคนค่ะ

ทางอุทยานฯ แนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามข้อมูลอัพเดทสถานการณ์อย่างใกล้ชิดได้ทางเพจ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวทุกท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกท่านเองนะคะ

นอกจากน้ำตกแม่สาแล้ว ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ การเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษด้วยนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก หรือ เส้นทางเดินป่า ควรตรวจสอบสภาพอากาศและเส้นทางให้ดีก่อนออกเดินทางเสมอ

ข้อควรระวังเพิ่มเติมในช่วงที่ เชียงใหม่ฝนตกหนัก:

  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น บริเวณใกล้แหล่งน้ำ หรือพื้นที่ต่ำ
  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เสื้อกันฝน ร่ม ไฟฉาย และยาประจำตัว
  • ขับรถด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
  • แจ้งคนในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทให้ทราบถึงแผนการเดินทางของคุณ

เชียงใหม่ฝนตกหนัก อาจทำให้การท่องเที่ยวไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร แต่ถ้าเราเตรียมตัวและวางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ ก็ยังสามารถสนุกกับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนได้นะคะ อย่าลืมคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเสมอค่ะ

ถึงแม้ว่าน้ำตกแม่สาจะปิดชั่วคราว แต่เชียงใหม่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ อีกมากมายที่รอให้คุณไปสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามเก่าแก่ ดอยสูงที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม หรือร้านอาหารอร่อยๆ ที่พร้อมเสิร์ฟความสุขให้กับทุกคน

หวังว่าสถานการณ์ เชียงใหม่ฝนตกหนัก จะคลี่คลายลงในเร็ววัน และน้ำตกแม่สาจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง เพื่อให้นักท่องเที่ยวทุกคนได้กลับมาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติกันอีกครั้งนะคะ

ที่มา – เชียงใหม่ฝนตกหนัก อุทยานดอยสุเทพ-ปุย ประกาศปิด “น้ำตกแม่สา” ชั่วคราว

มอยเซส ไกเซโด แยกทางเอเยนต์เดิม!

เกิดความเคลื่อนไหวในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อ มอยเซส ไกเซโด (Moises Caicedo) กองกลางทีมชาติเอกวาดอร์ของ เชลซี ประกาศยุติความสัมพันธ์กับเอเยนต์ส่วนตัวคนเดิม พร้อมเผยว่า ตั้งแต่นี้ไปจะให้ ครอบครัวเป็นผู้จัดการงานและดูแลสัญญาทั้งหมดด้วยตัวเอง

แหล่งข่าวจาก The Sun รายงานว่า การแยกทางครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากไคเซโด้รู้สึกไม่พอใจกับแนวทางการจัดการของเอเยนต์ในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์และการสื่อสารในโซเชียลมีเดีย

มอยเซส ไกเซโด

มอยเซส ไกเซโด ให้เหตุผลการแยกทางกับเอเยนต์เดิม

ไคเซโด้ออกมาโพสต์บนโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า

“ผมขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ผมจะไม่มีเอเยนต์อีกต่อไป ครอบครัวของผมจะเป็นผู้ดูแลทุกอย่างในอาชีพของผมเอง ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจและสนับสนุน”

ก่อนหน้านี้ เอเยนต์ของไคเซโด้ เคยถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่นักเตะเตรียมย้ายจาก ไบรท์ตัน ไป เชลซี ด้วยค่าตัวกว่า 115 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้การเจรจายืดเยื้อหลายสัปดาห์

ผลกระทบและอนาคตในทีมเชลซี

แม้จะมีข่าวเรื่องส่วนตัว แต่แหล่งข่าวภายในเชลซียืนยันว่า “ไม่มีผลกระทบต่อสถานะของไคเซโด้ในทีม” โดยเจ้าตัวกำลังมุ่งมั่นกลับมาฟิตเต็มที่ เพื่อยึดตำแหน่งตัวจริงในแผนของผู้จัดการทีม เอ็นโซ มาเรสก้า

ไคเซโด้ลงสนามให้เชลซีไปแล้วกว่า 45 นัดนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม และยังถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สโมสรวางแผนสร้างทีมระยะยาว

มุมมองของแฟนบอลและสื่ออังกฤษ

แฟนบอลหลายคนมองว่าการตัดสินใจให้ครอบครัวเข้ามาดูแลอาชีพถือเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยให้ไคเซโด้มีสมาธิกับฟุตบอลมากขึ้น ขณะที่บางฝ่ายมองว่าอาจเป็นความเสี่ยง เนื่องจากงานด้านสัญญาและการตลาดในวงการฟุตบอลยุคใหม่มีความซับซ้อนสูง

สื่ออังกฤษคาดว่า ไคเซโด้อาจจ้างที่ปรึกษากฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมาช่วยทีมครอบครัวในการบริหารจัดการภายหลัง

📢 สรุปข่าว

การแยกทางกับเอเยนต์ของ โมอีส ไคเซโด้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางอาชีพของเจ้าตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวทางการบริหารภาพลักษณ์และการเจรจาสัญญาในอนาคต แฟนบอลเชลซีต่างจับตาว่าเขาจะสามารถกลับมาท็อปฟอร์มได้ภายใต้การสนับสนุนจากครอบครัวหรือไม่

ติดตามข่าวฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ข่าวนักเตะ และอัปเดตวงในจากต่างประเทศได้ที่
👉 ข่าวบอลวันนี้

อัพเดตผู้จัดการทีม Rangers และลีกรองอื่นๆ

อัพเดตผู้จัดการทีม Rangers และลีกรองอื่นๆ

มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสโมสร Rangers และลีกระดับล่างอื่นๆ ในประเทศ ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงสถานการณ์ล่าสุดของผู้จัดการทีม Rangers รวมถึงภาพรวมของลีกรองที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

เริ่มต้นกันที่ Rangers สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเมืองกลาสโกว์ กำลังอยู่ในช่วงค้นหาผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังจากที่กุนซือคนเก่าตัดสินใจลาออกไป การค้นหาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแฟนบอลและผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก เนื่องจาก Rangers เป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีฐานแฟนบอลที่เหนียวแน่น

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับผู้จัดการทีมคนใหม่ของ Rangers

ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้คือ เควิน มัสแคต อดีตนักเตะชื่อดังที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นผู้จัดการทีม มัสแคตมีประสบการณ์ในการคุมทีมในระดับสูง และเป็นที่รู้จักจากสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรุกสนุกเร้าใจ อย่างไรก็ตาม ยังมีชื่อของกุนซือคนอื่นๆ ที่อยู่ในข่ายพิจารณา เช่น อดีตผู้จัดการทีมที่เคยประสบความสำเร็จกับสโมสร หรือโค้ชดาวรุ่งที่กำลังมาแรง การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของ Rangers ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

นอกจากเรื่องของผู้จัดการทีม Rangers แล้ว เราจะพาไปดูสถานการณ์ในลีกรองของสกอตแลนด์ ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลายสโมสรในลีก Championship, League One และ League Two กำลังต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่แตกต่างกัน บางทีมต้องการเลื่อนชั้นสู่ลีกที่สูงขึ้น ในขณะที่บางทีมกำลังดิ้นรนเพื่อหนีตกชั้น

ลีก Championship ถือเป็นลีกที่มีการแข่งขันสูงที่สุดลีกหนึ่งในสกอตแลนด์ หลายทีมมีศักยภาพที่จะเลื่อนชั้นขึ้นสู่ Scottish Premiership แต่มีเพียงไม่กี่ทีมเท่านั้นที่จะทำสำเร็จ การต่อสู้แย่งชิงพื้นที่เพลย์ออฟเลื่อนชั้นเป็นไปอย่างดุเดือด และทุกคะแนนมีความหมาย

ใน League One และ League Two ก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน หลายสโมสรมีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีฐานแฟนบอลที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเท่ากับสโมสรในลีกสูงสุด แต่พวกเขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จและสร้างความภาคภูมิใจให้กับแฟนบอลของพวกเขา

โดยรวมแล้ว วงการฟุตบอลสกอตแลนด์กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย และทุกทีมกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาผู้จัดการทีมคนใหม่ของ Rangers หรือการต่อสู้ในลีกรอง ทุกเรื่องราวล้วนมีความน่าสนใจและควรค่าแก่การติดตาม

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลของ Rangers หรือเป็นผู้ที่ชื่นชอบฟุตบอลสกอตแลนด์โดยทั่วไป ก็อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกิดขึ้นในวงการนี้ เพราะมีเรื่องราวที่น่าสนใจรอคุณอยู่อีกมากมาย อัพเดตผู้จัดการทีม Rangers และลีกรองอื่นๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้พลาดทุกข่าวสารสำคัญ

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการฟุตบอลเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจถึงพลวัตและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ อัพเดตผู้จัดการทีม Rangers และลีกรองอื่นๆ จะช่วยให้คุณไม่พลาดทุกข้อมูลสำคัญ รวมถึงการวิเคราะห์และมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญ

คำถามคือ การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจะส่งผลต่อ Rangers อย่างไร และทีมใดในลีกรองที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ได้ในฤดูกาลนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้เลย!

ที่มา – Rangers manager latest plus a look round lower leagues

คณะรวมพลังฯ จี้ “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที

คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาทุกรูปแบบ จนกว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทยจนครบทุกเงื่อนไข พร้อมจี้ “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่ รร.รัตนโกสินทร์ นายจตุพร และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นำคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยุติการเจรจาทุกรูปแบบกับกัมพูชา จนกว่ารัฐบาลกัมพูชาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐบาลไทยได้ยื่นไว้ 4 ข้อ คือ 1. จะต้องมีการจัดการปัญหาเรื่องทุ่นระเบิด 2. เคลื่อนย้ายกำลังทหารและอาวุธออกจากพื้นที่ 3. มีการเคลื่อนย้ายประชาชนออกพื้นที่ 4. ปราบปรามสแกมเมอร์ให้เรียบร้อย

ลั่นชาวบ้านต้องการความเด็ดขาด

นายจตุพร กล่าวว่า แม้พวกเราจะเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพมีแผนในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แต่การที่รัฐบาลไม่กำหนดมาตรการใดๆ ออกมาและปล่อยให้มีการเจรจาเจบีซี รวมถึงการไปพูดคุยในเวทีอาเซียนที่มีสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียมากำกับ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่ยืดเยื้อ ตอนนี้ประชาชนต้องการความเด็ดขาดของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้เห็น ซึ่งในวันที่ 20 ต.ค.นี้ เวลา 10.00 น. คณะรวมพลังแผ่นดินพร้อมเครือข่ายประชาชนจะเดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือให้ยกเลิกการประชุมเจบีซีในวันที่ 21 ต.ค.2568 เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า รัฐบาลฮุน เซน จะกล้าปิดบ่อนกาสิโนและปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างว่าเป็นของนักการเมืองไทย ตามคำพูดหรือไม่

เชื่อ MOU 43 ทำไทยตกหลุมพราง

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนวันนี้อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 เรื่องนี้จะนำไปสู่การเสียดินแดนทางบกและดินแดนทางทะเล โดยเฉพาะ MOU 43 ซึ่งมีระยะเวลาจะทำให้ประเทศเราตกหลุมพราง ขณะนี้เกิดสถานการณ์ 2 สถานการณ์ เรื่องแรกคือการประชุมผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้น 26-27 ตุลาคมนี้ และมีรายงานว่าประเทศมาเลเซียมีการเชิญสหรัฐฯ มาร่วมลงนามสัญญาสันติภาพที่เรียกว่าปฏิญากัวลาลัมเปอร์ โดยที่ฝ่ายไทยได้ตั้งเงื่อนไขกับทางกัมพูชา 4 ข้อ โดยเราไม่อยากให้ประชาชนสับสนว่า การที่กัมพูชาลงนามตาม 4 ข้อนี้แล้วทุกอย่างจะจบ เพราะเป็นเพียงแค่การลดความตึงเครียดของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเท่านั้น ถึงแม้จะมีการลงนามแล้วก็ไม่ได้แก้ไขปัญหา เพราะหัวใจของปัญหาคือ MOU 43 ที่จะทำให้มีความเสี่ยงที่ไทยจะเสียดินแดนได้

จี้ นายกฯ ประกาศยกเลิก

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า การที่ประเทศกัมพูชามีการยิง หรือใช้อาวุธปืนและระเบิดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงภายใต้เงื่อนไขของ MOU 43 และเงื่อนไขนี้จึงเป็นเหตุผลที่เราจะสามารถยกเลิก MOU 43 แบบฝ่ายเดียวได้ ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องไม่เข้าร่วมการประชุมเจบีซี เพราะหากเข้าร่วมจะไม่สามารถเข้าเงื่อนไขการยกเลิก MOU 43 ได้ ขอเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ประกาศชัดเจนว่า จะยกเลิก MOU 43 ทันที โดยมีผลในอีกสามเดือนข้างหน้า โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ซึ่งทางกลุ่มรวมพลังแผ่นดินยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ MOU 43 เพราะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว

คณะรวมพลังแผ่นดินได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องรอการทำประชามติ ซึ่งมองว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลในการตัดสินใจเรื่องนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้อง “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ

การเรียกร้องให้ยกเลิก MOU 43 ทันที สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและข้อตกลงที่อาจนำไปสู่การเสียดินแดน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบ และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43 ทันที?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ MOU 43 อาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน ทั้งทางบกและทางทะเล การที่กัมพูชามีการใช้อาวุธปืนและระเบิดจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต ถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขของ MOU 43 อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลเพียงพอที่ไทยจะสามารถยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น รัฐบาลควรรับฟังเสียงของประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินเรียกร้อง “อนุทิน” ยกเลิก MOU 43 ทันที โดยไม่ต้องทำประชามติ