วัน: 21 พฤศจิกายน 2025

มนพร นำทีม! ขอเสียงเพื่อไทย ยกจังหวัดนครพนม

“มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัยรายตำบล รวมพลังชาวนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ชูนโยบายหวยเกษียณ จำเป็นต้องเลือกเพื่อไทย ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเข้าไปสานต่อทุกนโยบาย

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ อ.เรณูนคร อ.ธาตุพนม นครพนม ปราศรัยย่อยชูนโยบายต่อเนื่อง เพื่อรวมพลังคนนครพนม เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 นางมนพร เจริญศรี สส.เขต 2 นครพนม อดีต รมช.คมนาคม
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 สจ.เจ นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม พรรคเพื่อไทย
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายชาญชัย คำจำปา อดีต รองนายก อบจ.นครพนม ว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย เขต 4 นครพนม

ต้องเลือกพท.ไปตั้งรัฐบาล

นางมนพร ยืนยันความจำเป็น นครพนม จะต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดเข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง โดยเฉพาะนโยบายหวยเกษียณ ที่เกิดจากแนวคิดพรรคเพื่อไทย ตอบโจทย์คนไทยชอบเสี่ยงโชคซื้อหวย กลายเป็นเงินออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ และเป็นรายได้ตกทอดสู่ลูกหลาน ถือเป็นอีกนโยบายสำคัญ ที่จะต้องสานต่อ

ย้ำนโยบายหวยเกษียณ

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปราศรัยว่า นโยบายหวยเกษียณ เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญ โดยพรรคเพื่อไทย ได้คิดริเริ่มดำเนินการในช่วงเป็นรัฐบาล ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และประกาศใช้ตามกฎหมาย แต่เกิดปัญหาทางการเมือง เปลี่ยนขั้วรัฐบาลจึงชะงักลง ดังนั้นจำเป็นที่การเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องชาวนครพนม ต้องรวมพลังเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดทั้ง 4 เขต เข้าไปสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายสำคัญ ที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

ทำไมนครพนมต้องเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด?

นายเผ่าภูมิ  กล่าวด้วยว่า มั่นใจนโยบายหวยเกษียณ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์พี่น้องคนไทย ที่ชอบเสี่ยงโชค เป็นการซื้อหวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการขายหวยแบบระบบดิจิตอล ในราคาใบละ 50 บาท ซื้อได้คนละไม่เกิน 3,000 บาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ รางวัลที่ 1 มี 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท รางวัลที่ 2 มีจำนวน 10,000 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท ส่วนคนซื้อจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป หากไม่ถูกรางวัลจะกลายเป็นเงินออม ได้คืนเมื่ออายุ 60 ปี ส่วนผู้อายุเกิน 60 ปี จะได้คืนหลังซื้อ 5 ปีขึ้นไป หรือหากเสียชีวิตจะตกสู่ลูกหลาน ถือเป็นนโยบายที่จะส่งเสริมการออม เพิ่มสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ มั่นใจเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แน่นอน

เลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัดนครพนม

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการสานต่อนโยบายต่างๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ และความเชื่อมั่นว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้จริง การเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด จึงเป็นเหมือนการมอบโอกาสให้พรรคได้เข้าไปทำงานเพื่อพี่น้องชาวนครพนมอย่างเต็มที่

ที่มา – “มนพร” ควง “เผ่าภูมิ” ลุยปราศรัย จ.นครพนม รายตำบล ขอเลือก “เพื่อไทย” ยกจังหวัด สานต่อทุกนโยบาย

“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ พปชร. เสริมสิริมงคล

“บิ๊กป้อม” เป็นประธานพิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แห่งใหม่ เสริมสิริมงคลสู่สถาบันการเมืองที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐแห่งใหม่ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานในพิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองแก่พรรคและสมาชิก พิธีดังกล่าวมีแกนนำและกรรมการบริหารพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

โดยพล.อ.ประวิตรได้นำคณะผู้บริหารทำพิธีลงไม้มงคล ถวายพวงมาลัย จุดธูปเทียน และปักธูปที่เครื่องสังเวย ทั้งอาหารคาวหวานและผลไม้ รวมถึงมีการตอกเครื่องมงคลที่ฐานศาลพระภูมิและโรยพลอยชนิดต่าง ๆ ตามความเชื่อเพื่อเสริมความมั่นคงให้แก่พรรค

“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรร พปชร. แห่งใหม่

การจัดพิธีตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายในครั้งนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่หลายองค์กรและหน่วยงานให้ความสำคัญ โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า และปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง การที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดพิธีดังกล่าว จึงเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความปรารถนาที่จะให้พรรคมีความมั่นคง เข้มแข็ง และสามารถดำเนินงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างราบรื่น

นอกจากความเชื่อทางด้านจิตใจแล้ว การตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายยังถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรค ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง การได้เห็นผู้นำพรรคให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อเช่นนี้ ย่อมสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจ และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ความสำคัญของการตั้งศาลพระภูมิและศาลตายาย

การตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายมีความสำคัญในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ ด้านความเชื่อ และด้านวัฒนธรรมประเพณี ดังนี้:

  • ด้านจิตใจ: ช่วยสร้างความสบายใจ ความมั่นใจ และความหวังให้กับผู้ที่เคารพศรัทธา
  • ด้านความเชื่อ: เป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ
  • ด้านวัฒนธรรมประเพณี: เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย

พิธี“ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แห่งใหม่นี้ จึงเป็นการผสมผสานความเชื่อ ศรัทธา และวัฒนธรรมประเพณีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีขวัญและกำลังใจในการดำเนินงาน รวมถึงความปรารถนาที่จะให้พรรคมีความเจริญรุ่งเรืองและสามารถสร้างประโยชน์สุขให้กับประเทศชาติและประชาชนได้อย่างยั่งยืน

การตัดสินใจจัดพิธีตั้งศาลพระภูมิและศาลตายายของ พล.อ.ประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการใส่ใจต่อความเชื่อและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความรู้สึกผูกพันและความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

ที่มา – “ลุงป้อม” ตั้งศาลพระภูมิ-ศาลตายาย ที่ทำการพรรร พปชร. แห่งใหม่

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ซบเพื่อไทย ช่วยชาติ

อนุทิน ยินดี อัศวเหม เข้าร่วมพรรคเพื่อไทย หวังช่วยพัฒนาบ้านเมือง! นายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงความยินดีหลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัวตระกูลอัศวเหมจากสมุทรปราการเข้าร่วมทีม ชี้เป็นการเสริมกำลังสำคัญที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพคเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวตระกูลอัศวเหม ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไป โดยนายอนุทินกล่าวว่า “ยินดีด้วยจะได้มาช่วยบ้านเมือง” ถือเป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ร่วมงานเพื่อไทย

การตัดสินใจของตระกูลอัศวเหมที่จะเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมือง เนื่องจากตระกูลนี้มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในจังหวัดสมุทรปราการ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ การเข้าร่วมของตระกูลอัศวเหมจึงเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างมาก และอาจส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต

อนาคตทางการเมืองหลัง อนุทิน ยินดี อัศวเหม

หลังจากแสดงความยินดี อนุทิน ยินดี อัศวเหม ได้ถูกถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและตระกูลอัศวเหม โดยผู้สื่อข่าวได้ถามว่าการย้ายพรรคของตระกูลอัศวเหมนั้นถือเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง เพียงแต่ยิ้มและโบกมือ ก่อนจะเดินขึ้นรถยนต์ออกไป ท่าทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการตีความได้หลายทาง ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ที่ยังคงดีอยู่ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเบื้องหลัง

การเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยของตระกูลอัศวเหมนั้น คาดว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในการเมืองระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของตระกูลอัศวเหม พรรคเพื่อไทยอาจได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้มากขึ้น นอกจากนี้ การเข้าร่วมของตระกูลอัศวเหมยังอาจนำมาซึ่งนโยบายและการพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดสมุทรปราการ
  • การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ยังคงต้องจับตามองต่อไป เพราะอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสถานการณ์ได้อีกมาก การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และการที่ อนุทิน ยินดี อัศวเหม ก็อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยของตระกูลอัศวเหมเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยได้ในหลายมิติ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่นายอนุทินแสดงความยินดีกับการย้ายพรรคของตระกูลอัศวเหม อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคภูมิใจไทยและตระกูลอัศวเหม หรืออาจเป็นการแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจทางการเมืองของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ยินดี “อัศวเหม” ซบ พรรคเพื่อไทย บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง

“เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

“เอกนิติ” ไม่ตอบรับ หรือ ปฏิเสธ การเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ลั่นขอโฟกัสงานในจุดของตัวเองก่อน

วันที่ 21 พ.ย. 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆ ภายหลังร่วมปาฐกถาในงาน Bangkok Post Economic Forum 2025 ว่า ส่วนตัวขอโฟกัสการทำงานในหน้าที่ของตัวเองก่อน

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้สัมภาษณ์ โดยยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย มีทั้ง 3 คน ประกอบด้วย ตนเอง, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยทั้ง 3 รายชื่อจะต้องถูกเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหากทันในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ก็จะเสนอทันทีโดยจะพิจารณาจากกรอบระยะเวลาอีกครั้ง

“เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของนายเอกนิติที่ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสนี้โดยตรง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเขา

การที่นายเอกนิติกล่าวว่าขอโฟกัสการทำงานในหน้าที่ปัจจุบันก่อนนั้น อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เขายังไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับตำแหน่งทางการเมืองที่สูงขึ้น หรืออาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อรอดูท่าทีของพรรคและสถานการณ์โดยรวมก่อนตัดสินใจ

อนาคตของ “เอกนิติ” กับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

หากพิจารณาจากประสบการณ์และความสามารถของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส จะพบว่าเขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง เขาเป็นนักบริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และมีความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวนั้น ย่อมต้องเผชิญกับความท้าทายและความกดดันอย่างมาก นายเอกนิติจะต้องพิจารณาถึงความพร้อมของตนเองและครอบครัว รวมถึงโอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทยและเสียงตอบรับจากประชาชนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นายเอกนิติประสบความสำเร็จในการก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

พรรคภูมิใจไทยเองก็มีกลยุทธ์ในการนำเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่น่าสนใจ การมีตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทินเอง หรือนายเอกนิติ และนางศุภจี แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความหลากหลายของพรรคในการนำเสนอผู้นำประเทศในอนาคต

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล: มีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส: มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: มีความสามารถด้านการบริหาร

การที่นายเอกนิติยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธโอกาสในการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะทำให้เขามีเวลาในการพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวหรือไม่

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การจับตามองท่าทีและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองแต่ละคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตทางการเมืองของประเทศได้อย่างแม่นยำ

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากสุดท้ายแล้วนายเอกนิติ ตัดสินใจที่จะรับตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เขาจะนำนโยบายอะไรมาใช้ในการพัฒนาประเทศ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่รอคำตอบจากนายเอกนิติและพรรคภูมิใจไทย

ถึงแม้ว่านายเอกนิติ จะยังไม่ตัดสินใจในตอนนี้ แต่การที่ชื่อของเขาถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พรรคภูมิใจไทยมีต่อความสามารถของเขา และถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายเอกนิติอย่างแน่นอน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วนายเอกนิติจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “เอกนิติ” ไม่ปฏิเสธ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ขอโฟกัสงานก่อน

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน เยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อภาคครัวเรือนและบริษัทต่าง ๆ มาตรการชุดนี้ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของญี่ปุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนด้านพลังงานและการลดหย่อนภาษี

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากความไม่พอใจต่อราคาที่สูงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียวต้องพ้นจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิจิได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มพูนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยิ่งทำให้ราคาการนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและพึ่งพาอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในวันนี้ (21 พ.ย.) นายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยกล่าวว่าจะดำเนินการ “อย่างเหมาะสมต่อความเคลื่อนไหวในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไร้ระเบียบ”

มาร์การิตา เอสเตเวซ-อาเบ นักวิเคราะห์จาก Syracuse University’s Maxwell School แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัวมานานเกินไปโดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “เรากำลังเห็นปฏิกิริยาเชิงลบจากตลาดแล้ว การอ่อนค่าลงไปอีกของเงินเยนจะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนชาวญี่ปุ่นทั่วไปด้วยราคาสินค้าที่สูงขึ้น”

ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ได้กล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงเป้าหมายในการมี “นโยบายการคลังที่มีความรับผิดชอบและเชิงรุก” โดยระบุว่า “เหนือสิ่งอื่นใด ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือการจัดการกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นที่พลเมืองของเรากำลังเผชิญอยู่”

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบรายปีในเดือนตุลาคม จากร้อยละ 2.9 ในเดือนกันยายน โดยราคาข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลัก สูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 40

ความกังวลสำหรับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของเอเชียยังเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่กับจีน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

จีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และแนะนำพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังญี่ปุ่น ซึ่งชาวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งจะระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น แม้ว่าทั้งสองรัฐบาลจะยังไม่มีการยืนยันมาตรการดังกล่าวก็ตาม

ความขัดแย้งปะทุขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่า “ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และการป้องกันประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหมู่เกาะเซนกากุที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยเน้นย้ำว่า พันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และสหรัฐฯ คัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ รวมถึงการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก หรือทะเลจีนใต้.

ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน

ผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้านของญี่ปุ่น

มาตรการครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้านนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่ามาตรการนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือผลกระทบต่อค่าเงินเยน การอ่อนค่าของเงินเยนอาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ดังนั้น การแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลอาจพิจารณา

โดยสรุปแล้ว การที่ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน เป็นความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาในระยะยาว การติดตามผลกระทบของมาตรการนี้อย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

“อนุทิน”ดันอสม. เป็นสมาร์ท อสม. ดูแลประชาชน

“อนุทิน” เปรียบ อสม.เป็นฝีพายชั้นดี ยกระดับสาธารณสุขไทย หวังให้เป็น “สมาร์ท อสม.” ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชน บอกหน้าบานทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ เพราะประเทศอื่นไม่มี อสม.

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกปลาบปลื้ม และยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานนี้ ที่สำคัญคือได้มาพบปะพี่น้อง อสม. ที่มีความคุ้นเคยคิดถึงกันมาตลอด งานในวันนี้มีความหมายมาก เพราะสาธารณสุขยุคนี้เป็นยุคพัฒนาจริงๆ บุคลากรมีคุณภาพความรู้ความสามารถ รายล้อมไปด้วยคนที่ตั้งใจจะมาทำงานด้านสาธารณสุข ทุกคนที่มาทำงานในยุคนี้ทราบดีว่าระบบสาธารณสุขไทยจะไปไกลไม่ได้ ถ้าไม่มีฝีพายชั้นดีที่เรียกว่า อสม.

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันเราทำงานด้วยเทคโนโลยีซึ่งถ่ายทอดไปยัง อสม. เพราะถือว่าเป็นหมอคนแรกของพี่น้องประชาชน ต้องมีการปรับเปลี่ยนการให้บริการประชาชนให้เป็นไปตามความทันสมัยของโลก โดยมีเป้าหมายคือทำให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างดีที่สุด ปีนี้กระทรวงสาธารณสุขมีความคาดหวังต่อ อสม. ด้วยการยกระดับ อสม.ธรรมดาให้เป็นสมาร์ท อสม. ตนทำงานกับ อสม.มา 4 ปีเต็ม ทราบถึงพิษสงของ อสม. เป็นอย่างดี ที่บอกว่าพิษสงคือไม่หมู แต่มีความทุ่มเทเสียสละ แต่ถ้าใครก็ตามจะมาทำให้ประชาชนของเขาเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพไม่ดีเจอพิษ อสม.แน่

“ผมซ้อม ๆ ไว้เดี๋ยวก็เลือกตั้งแล้ว วันนี้ผมเลยมาเจอพี่น้อง อสม. มากันเยอะลิบหูลิบตาไปหมด มาเป็นหมื่น ๆ คน ไม่ว่าใครก็ตามเจ๋งหรือเก๋าขนาดไหน เจอคนเป็นหมื่น เหมือนคนที่มานั่งเป็นพวกเดียวกันแล้ว ต้องพูดต่อหน้าเขาก็สั่นทุกคน ขณะที่ผมพูดกับทุกคนอยากให้รู้ว่าขาผมสั่นขนาดไหน แต่สั่นด้วยความตื่นเต้นดีใจ และสั่นสู้ทุกครั้งเมื่อเจอ อสม. เพราะเราเคยเป็นนักรบด้วยกันมาก่อนสมัยโควิด-19 ที่ต้องช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนมากมาย และไม่ว่าสมัยไหน ๆ เมื่อได้ไปต่างประเทศ ผมก็หน้าบานเป็นกระด้ง เพราะไม่ว่าที่ไหนก็มีหมอพยาบาลนักวิทยาศาสตร์ แต่ที่เขาไม่มีเหมือนเราคือ อสม.” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า วันนี้เรามี อสม. ถึง 1 ล้านคน นี่คือสิ่งที่ช่วงที่ประเทศเจอวิกฤตโควิด-19 เราถึงมั่นใจว่าถ้าใช้เครือ อสม. ผนึกกำลังด้านการแพทย์ตลอดจนเทคโนโลยีที่มี พวกเราจะผ่านวิกฤตนั้นไปได้แน่นอน แต่ตอนนั้นพูดอะไรไปคนก็ปรามาส และมีความกังวล แต่สุดท้ายเราก็ผ่านวิกฤตร้ายแรงของโรคไปได้ด้วยดี และทำให้ประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลก และถ้าให้ตนวัดก็ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งในการดูแลพี่น้องประชาชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการต่อยอด อสม. เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสุขภาพอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนด้วยหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคให้กับพี่น้องในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรู้ ตลอดจนการฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงของ อสม.ยุคใหม่ ด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนไทย

เชื่อว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงความมั่นคงในชีวิตของ อสม.ทุกคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะกลไกระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งมาก อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่เคยทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากนี้สังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลง เราต้องดูแลผู้สูงอายุ ตนไม่อยากพูดคำว่าติดเตียง ดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะพูดแล้วเหมือนบั่นทอนพวกเขา วันนี้ศัพท์ที่ตนชอบมากคือคำว่า “ผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน” เราต้องปรับเปลี่ยนสังคมให้สอดคล้องกับสภาวะสังคมผู้สูงอายุ เพราะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ และกฎระเบียบของสังคมขึ้นมาใหม่ อย่างที่ตนพูดหลายครั้งเรื่องการขยายการเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับการที่ อสม. จะเป็นส่วนสำคัญที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ เราต้องใช้ระบบสาธารณสุขสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องหันหัวเรือใช้ความเข้มแข็งในสิ่งที่ประเทศมีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสให้กับประเทศ

เน้นป้องกันก่อนป่วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการต่อยอด อสม. เป็นสมาร์ท อสม. เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสุขภาพอนามัย และพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนด้วยหลักการ “ป้องกันก่อนป่วย” โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคให้กับพี่น้องในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรู้ ตลอดจนการฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงของ อสม.ยุคใหม่ ด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนไทย เชื่อว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพให้ประชาชนชาวไทย รวมถึงความมั่นคงในชีวิตของ อสม.ทุกคน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะกลไกระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งมาก อาจมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ไม่เคยทำให้ประชาชนคนไทยผิดหวัง

“อนุทิน” เปรียบ อสม.เป็นฝีพายชั้นดี หวังให้เป็น “สมาร์ท อสม.” ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ อสม. ให้เป็นสมาร์ท อสม. นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยให้ก้าวทันโลก และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลสุขภาพประชาชนจะช่วยให้การบริการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้ง่ายยิ่งขึ้น

ความสำคัญของสมาร์ท อสม.

การพัฒนา อสม. ให้เป็น สมาร์ท อสม. นั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก อสม. เป็นบุคลากรที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด พวกเขาเป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง การเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับ อสม. จะช่วยให้พวกเขาสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • การใช้เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารและให้ข้อมูลด้านสุขภาพ
  • การเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์โรคในชุมชน
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเบื้องต้น

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนา สมาร์ท อสม. อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของไทยมีความเข้มแข็งและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

ที่มา – “อนุทิน” เปรียบ อสม.เป็นฝีพายชั้นดี หวังให้เป็น “สมาร์ท อสม.” ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชน

นครศรีธรรมราชยังอ่วม! น้ำท่วมสูง สั่งปิด อช.น้ำตกโยง

นครศรีธรรมราชยังอ่วม! สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงน่าเป็นห่วง ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมสูง และล่าสุดอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 พบว่าสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากฝนยังคงตกต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แล้ว มวลน้ำป่าจากเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราชได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายพื้นที่ ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราชได้สรุปสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัยแล้ว 12 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมือง ท่าศาลา พรหมคีรี ทุ่งสง ร่อนพิบูลย์ นาบอน สิชล ฉวาง เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร และลานสกา รวม 79 ตำบล 515 หมู่บ้าน 9 ชุมชน มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 80,000 ครัวเรือน หรือกว่า 200,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย การเกษตร และสาธารณประโยชน์อยู่ระหว่างการสำรวจ

นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 23 อำเภอติดตามเฝ้าระวังและรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้งไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ได้ทันที

สภาพอากาศโดยทั่วไปตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาจนถึงเช้าวันนี้ (21 พ.ย.) ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องสลับกับฝนตกหนัก ส่งผลให้ภายในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะถนนสายเพนียดใน ถนนหน้าตลาดสดคูขวาง ถนนพัฒนาการคูขวาง ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ชุมชนบ่อทรัพย์ ถนนหน้าวัดศรีทวี สะพานยาว และถนนราชดำเนินช่วงสะพานราเมศวร์ รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้

ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และตามตรอกซอยต่างๆ ได้ทำการเก็บข้าวของขึ้นที่สูง และมีการอพยพไปยังโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลแล้ว

ด้านระบบการระบายน้ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วย ดร.กณพ เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผู้อำนวยการชลประทานที่ 15 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมและสั่งการให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมในจุดวิกฤต เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์นครศรีธรรมราชยังอ่วม

ล่าสุดระดับน้ำยังคงท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากยังมีฝนตกลงมาอย่างหนักในเช้าวันนี้ และคาดว่าหากฝนยังไม่หยุดตก ระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก

อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงปิดชั่วคราว

ขณะที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยงได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ของอุทยานเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากฝนตกหนักมากในพื้นที่และมีแนวโน้มที่จะตกอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

สถานการณ์ นครศรีธรรมราชยังอ่วม ในขณะนี้ต้องการความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน หากท่านใดต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สามารถบริจาคสิ่งของจำเป็นหรือเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางต่างๆ ที่หน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆ ได้เปิดรับบริจาค

การที่ นครศรีธรรมราชยังอ่วม ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การวางแผนผังเมืองที่ดี และการจัดการระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ที่มา – นครศรีธรรมราชยังอ่วม ฝนตกต่อเนื่อง น้ำท่วมสูงหลายจุด สั่งปิด อช.น้ำตกโยง ชั่วคราว

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนอับปาง 300 ปี

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์มหาสมบัติ จากเรือซานโฮเซ ที่อับปางนอกชายฝั่งโคลอมเบียมานาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทกู้เรือของสหรัฐฯ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ปฏิบัติการครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ

รัฐบาลโคลอมเบียประกาศความคืบหน้าเชิงประวัติศาสตร์ หลังสามารถกู้ เหรียญทอง–สำริด ถ้วยพอร์ซเลน และปืนใหญ่โบราณ จากซากเรือรบสเปน “ซาน โฮเซ” (San José) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “จอกศักดิ์สิทธิ์ของเรืออับปาง” (Holy Grail of Shipwrecks) เนื่องจากเชื่อว่าบรรทุกสมบัติมูลค่ามหาศาลจมลงใต้ทะเลมากว่า 300 ปี การค้นพบครั้งนี้ทำให้เกิดความสนใจไปทั่วโลก

ซาน โฮเซเป็นเรือใบของสเปนที่ถูกกองทัพเรืออังกฤษจมลงในทะเลแคริบเบียนช่วง สงครามชิงบัลลังก์สเปน ราวปี 1708 โดยบรรทุกทองคำ เงิน และมรกตจำนวนมากที่เก็บจากอาณานิคมในละตินอเมริกาเพื่อส่งกลับไปยังพระมหากษัตริย์สเปน โดยประเมินกันว่า ขุมทรัพย์ทั้งหมดมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในมูลค่าเงินปัจจุบัน และเป็นประเด็น ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียและบริษัทกู้เรือของสหรัฐฯ Sea Search-Armada (SSA) มานานหลายทศวรรษ ทำให้ใช้เวลายาวนานกว่าจะเริ่มสำรวจซากเรือได้ โดยมีการอนุมัติใช้งบประมาณราว 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปฏิบัติการสำรวจและเก็บกู้

โดยรัฐบาลโคลอมเบียสามารถระบุพิกัดซากเรือซาน โฮเซ่ ได้ในช่วงปี 2558 โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ขณะที่ SSA อ้างว่าพบซากเรือตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ภายใต้ชื่อเดิม Glocca Morra และยื่นฟ้องต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร เพื่อเรียกร้องส่วนแบ่งมูลค่าขุมทรัพย์ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราวครึ่งหนึ่งของสมบัติทั้งหมด 

ด้านรัฐบาลโคลอมเบียระบุว่า การกู้วัตถุครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย เพื่อศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 พร้อมย้ำว่าเรือใบลำนี้เป็น สัญลักษณ์สำคัญของประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์โคลอมเบีย

นาย กาดามานี ฟอนโรโดนา รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของโคลอมเบีย กล่าวว่าการกู้สมบัติครั้งนี้ถือเป็น เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพของประเทศในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ

ด้านอัลเฮนา ไกเซโด เฟร์นานเดซ ผู้อำนวยการสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ของโคลอมเบีย ระบุว่า วัตถุโบราณเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชน เข้าถึงประวัติศาสตร์ของเรือซาน โฮเซผ่านหลักฐานทางวัตถุที่จับต้องได้

ทั้งนี้ ทางการเผยว่า โบราณวัตถุทั้งหมดถูกกู้ขึ้นมาโดยใช้ หุ่นยนต์ใต้น้ำ และจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ที่ห้องปฏิบัติการเป็นเวลานาน เพื่อเตรียมนำมาใช้ในการวิจัยโบราณคดีเชิงลึก

โดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ซาน โฮเซเป็นหนึ่งในเรือของขบวนเรือ “Flota de Tierra Firme” ซึ่งออกจากเปรูในปี 1707 เพื่อขนส่งสินค้าหลวงจำนวนมหาศาลกลับสเปน แต่เรือซาน โฮเซไม่เคยเดินทางถึงจุดหมาย หลังถูกอังกฤษโจมตีนอกชายฝั่งโคลอมเบียในปีถัดมาและอับปางลงพร้อมสมบัติทั้งหมด.

สิ่งที่น่าสนใจคือข้อพิพาททางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังจากการค้นพบ โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ และการเรียกร้องสิทธิ์ในทรัพย์สินที่กู้ได้ นี่เป็นอีกมิติหนึ่งที่ซับซ้อนและน่าติดตาม

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี

ความสำคัญของ โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ ทางประวัติศาสตร์

การค้นพบและกู้ โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ไม่ได้เป็นเพียงแค่การค้นพบสมบัติล้ำค่า แต่ยังเป็นการเปิดหน้าต่างสู่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจถึงสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในยุคสมัยนั้นได้ดียิ่งขึ้น

โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโคลอมเบียในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมใต้น้ำ และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสำรวจและกู้วัตถุโบราณที่มีค่าเหล่านี้

เรื่องราวของเรือซาน โฮเซและขุมทรัพย์ที่จมอยู่ใต้ทะเลเป็นเวลานานกว่า 300 ปี ยังคงเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก การค้นพบนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงเรื่องราวการผจญภัย การต่อสู้ และความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีต

การอนุรักษ์โบราณวัตถุเหล่านี้จะช่วยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาหันมาสนใจและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กู้เรือ

ที่มา – โคลอมเบียเผยโฉมขุมทรัพย์ จากเรือรบสเปนที่อับปางนาน 300 ปี ท่ามกลางข้อพิพาทกับบ.กู้เรือของสหรัฐฯ

เวียดนามอ่วม! น้ำท่วมครั้งใหญ่ภาคกลาง ดับ 41

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนามยังคงน่าเป็นห่วง หลังเผชิญหน้ากับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยฉับพลันและดินโคลนถล่มในวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 41 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 9 รายที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนาม

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กรมบริหารจัดการคันดินและป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติของเวียดนามได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเป็นบริเวณกว้าง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 41 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 9 รายที่ยังคงต้องเร่งค้นหา

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วม

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองดั๊กลักและแกงฮวา หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมสูง ถนนถูกตัดขาด สะพานแขวนถูกกระแสน้ำพัดพาไป ความเสียหายยังรวมถึงดินสไลด์กว่า 140 จุด บ้านเรือนประชาชนกว่า 50,000 หลังจมอยู่ใต้น้ำ และไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีประชาชนกว่า 62,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย สัตว์เลี้ยงและพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายได้ถูกส่งลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ตามบ้านเรือนและพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในการช่วยเหลือคือสภาพอากาศที่ยังคงแปรปรวนและฝนที่ยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามได้ออกประกาศเตือนว่า อาจเกิดน้ำท่วมซ้ำและดินถล่มเพิ่มเติม เนื่องจากฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากจำเป็น

รัฐบาลเวียดนามได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยได้จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานกู้ภัยและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีการระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนามในครั้งนี้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนามในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความจำเป็นในการวางแผนการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความรุนแรงและถี่ขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องโลกของเราและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต

ที่มา – เวียดนามอ่วม น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลาง ยอดตายพุ่ง 41 ศพ สูญหาย 9 ราย