วัน: 27 กุมภาพันธ์ 2026

ย้อนรอยจุดต้นกำเนิด TOYOTA HILUX รถกระบะมหาชนขวัญใจชาวไทย

คุณเคยสงสัยไหมว่า ย้อนรอยจุดต้นกำเนิด TOYOTA HILUX รถกระบะมหาชนขวัญใจชาวไทย มันเริ่มต้นยังไง? รถกระบะที่คนไทยรักและใช้กันมานานนับทศวรรษนี้ ไม่ใช่แค่รถบรรทุกธรรมดา แต่เป็นเพื่อนคู่ใจที่ร่วมสร้างเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะพาย้อนประวัติศาสตร์ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด ที่คนไทยมีส่วนร่วมคิด ร่วมผลิต และส่งออกไปทั่วโลก คำว่า Hilux มาจาก High + Luxury ที่ผสมความแกร่งและหรูหราเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ย้อนรอยจุดต้นกำเนิด TOYOTA HILUX รถกระบะมหาชนขวัญใจชาวไทย: Hilux Generation 1 RN10 (พ.ศ. 2512 – 2515)

ยุคเริ่มต้นของ Hilux ในไทยตรงกับช่วงพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลเน้นสร้างถนน ไฟฟ้า ประปา เศรษฐกิจยังพึ่งเกษตรกรรม ผู้ใช้รถกระบะส่วนใหญ่เป็นราชการ ผู้รับเหมา และคนมีฐานะในต่างจังหวัด Hilux RN10 เป็นรุ่นแรก ฐานล้อสั้น นำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคัน เครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร 77 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. แข็งแรง นุ่มนวล เหมาะขนสินค้าเกษตร จนชื่อเสียงเริ่มกระจาย

Hilux Generation 1

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในไทย

Hilux Gen 2 RN20 (2515-2522) มาต่อในยุคส่งเสริมเกษตรและอุตสาหกรรม กระแสต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นและวิกฤตน้ำมันโลกทำให้ดีเซลมาแรง ปี 2518 BOI ส่งเสริมผลิตในประเทศ โตโยต้าปรับประกอบ Hilux ในไทย ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 25% ได้รับความนิยมจากเกษตรกร พ่อค้า

Hilux Generation 2

Hilux Generation 3 RN30 (2522-2526): ซูเปอร์สตาร์ ม้ากระโดด

ปรับดีไซน์แกร่งขึ้น แนะนำดีเซล 2.2 ลิตร 72 แรงม้า และ 4WD ครั้งแรก ใช้เทคโนโลยีชุบสีป้องกันสนิม Cation E.D.P. ทนทาน ประหยัด เหมาะทุกอุตสาหกรรม

Hilux Generation 3

Hilux Generation 4 Hilux HERO (2526-2533)

สัญลักษณ์ความแกร่ง เศรษฐกิจเติบโต ถนนดีขึ้น รัฐส่งเสริมผลิตเครื่องยนต์ในประเทศ สยามโตโยต้าผลิตเครื่องยนต์ส่งออก แนะนำ Extra Cab กลายเป็นรถครอบครัวธุรกิจ

Hilux HERO

Hilux Generation 5 Mighty-X (2533-2541)

รถกระบะอเนกประสงค์ เศรษฐกิจพุ่ง “เสือเอเชียตัวที่ 5” Extra Cab ยอดฮิต ส่งออกอาเซียน ชิ้นส่วนไทย 72% แข็งแกร่ง ทันสมัย

Hilux Mighty-X

Hilux Tiger (2541-2547)

วิกฤตต้มยำกุ้ง โตโยต้ายืนหยัด แนะนำ Tiger ตัวใหญ่ หรู GOA Structure Prerunner D-4D ส่งออกออสเตรเลีย เปลี่ยนจากรถงานเป็นไลฟ์สไตล์

Hilux Tiger

Hilux Vigo (2547-2558): มหาชนตัวจริง

IMV Project ไทยเป็นฐานผลิต ชิ้นส่วน 90% โครงสร้างแข็ง ยอดขายพุ่ง 15,000 คัน/เดือน โรงงานบ้านโพธิ์ ส่งออกล้านคัน TRD Sportivo CNG

Hilux Vigo

Hilux Revo (2558-2568)

พรีเมียม เทคโนโลยีครบ TSS ส่งออกญี่ปุ่น ROCCO Z-Edition GR Sport ยอดส่งออก 4 ล้านคัน ตอบไลฟ์สไตล์และธุรกิจ

Hilux Revo

Hilux Travo (2568-ปัจจุบัน)

วิศวกรไทยพัฒนา Tough & Agile Cyber Sumo Dynamic Cloud GD 2.8 ลิตร TRAVO-e ไฟฟ้า ส่งออก 133 ประเทศ จ้างงาน 275,000 คน GDP 3%

Hilux ไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ถ้าคุณกำลังมองหารถกระบะคู่ใจ ลองย้อนรอยจุดต้นกำเนิดดู แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นขวัญใจมหาชน สนใจรุ่นไหนมากที่สุด? คอมเมนต์แชร์ประสบการณ์ของคุณได้เลย!

ที่มา – ย้อนรอยจุดต้นกำเนิด TOYOTA HILUX รถกระบะมหาชนขวัญใจชาวไทย

“อนุทิน” สีหน้าเครียด คุยโทรศัพท์เข้าตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ทักทายสื่อ

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ“อนุทิน” สีหน้าเครียด คุยโทรศัพท์เข้าตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ทักทายสื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.49 น. ภาพที่สื่อมวลชนจับภาพได้แสดงให้เห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดขณะนั่งรถเข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายกฯ กำลังสนทนาทางโทรศัพท์อย่างจริงจัง ไม่มีการทักทายหรือยิ้มให้สื่อตามปกติ

“อนุทิน” สีหน้าเครียด คุยโทรศัพท์เข้าตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ทักทายสื่อ

หลังจากนั้น นายอนุทินก็ลงจากรถและเดินตรงเข้าตึกไทยคู่ฟ้าทันที ก่อนขึ้นไปไหว้องค์นรสิงห์ตามประเพณีที่ทำเป็นประจำ แม้ในวันดังกล่าวจะไม่มีวาระงานอย่างเป็นทางการในช่วงเช้า แต่หลายฝ่ายต่างจับตาการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแส

จับตาปมทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงคือเหตุการณ์ทหารสังกัดหน่วย ร้อย.ร.233 (ร.23 พัน.3) ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายในฐานปฏิบัติการเอราวัณ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารขาข้างขวาขาด 1 ราย กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าที่ฝังลึกและถูกใบไม้ทับถม จึงยังเก็บกวาดไม่หมดทั้งหมด และยืนยันว่าไม่ใช่การวางทุ่นใหม่ สถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงตึงเครียด สร้างความกังวลให้กับฝ่ายความมั่นคง

มีกระแสว่าวันนี้อาจมีการเชิญตัวแทนฝ่ายความมั่นคงเข้าพบเพื่อหารือเรื่องนี้โดยตรง เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการเก็บกวาดวัตถุระเบิดเก่าและเสริมการรักษาความปลอดภัยให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังปฏิเสธปิดดีล

นอกจากปมความมั่นคงแล้ว ยังต้องจับตาย่างก้าวการเมืองของนายอนุทิน หลังจากเมื่อวานปฏิเสธกรณีปิดดีลตั้งรัฐบาล 292 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจในสมการการเมืองไทยปัจจุบัน การตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลต่อพันธมิตรและการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับโครงสร้างพรรคการเมืองและที่นั่งในสภา

  • สีหน้าเครียดของนายกฯ ชี้ถึงความกดดันจากหลายด้าน
  • การไม่ทักทายสื่อ สะท้อนถึงโฟกัสที่ประเด็นเร่งด่วน
  • ปมทุ่นระเบิดเก่าในเอราวัณ เน้นย้ำปัญหาความมั่นคงชายแดนใต้
  • ปฏิเสธปิดดีล 292 เสียง อาจเปลี่ยนทิศทางการเมือง

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางไปเป็นประธานพิธีสักการะและห่มผ้าพระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ประจำปี 2569 ที่วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงการเชื่อมโยงกับประชาชนในท้องถิ่น

เหตุการณ์“อนุทิน” สีหน้าเครียด คุยโทรศัพท์เข้าตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ทักทายสื่อนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญ ทั้งด้านความมั่นคงและการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่ง การเมืองในสภาที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าอาจเป็นสัญญาณของการตัดสินใจสำคัญที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์เช่นนี้ย้ำเตือนว่าการบริหารประเทศต้องอาศัยความเด็ดขาด โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงที่กระทบชีวิตทหารและประชาชน หากมีการแก้ไขทุ่นระเบิดเก่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลได้มาก ลองติดตามกันต่อไปว่าการสนทนาโทรศัพท์ครั้งนั้นจะนำไปสู่มาตรการใดบ้าง คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ลองแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” สีหน้าเครียด คุยโทรศัพท์เข้าตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ทักทายสื่อ

“อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง หวั่นจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในสภา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยข้อพิพาทและร้องเรียนมากมาย อ.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นคำเตือนที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐสภาในอนาคต

อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. เขต ล็อตแรกจำนวน 396 คนอย่างรวดเร็ว อ.เจษฎ์ มองว่าการดำเนินการนี้ค่อนข้างเร่งรีบเกินไป เนื่องจากยังมีเรื่องร้องเรียนและข้อสงสัยต่างๆ ที่รอการตรวจสอบอยู่มากมาย หาก กกต. เลือกใช้วิธี “รับรองไปก่อน แล้วค่อยสืบสวนทีหลัง” อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่เมื่อ ส.ส. เหล่านี้เข้าสภาแล้วเกิดดราม่าขึ้นมา เช่น กรณีใบเหลืองใบแดงที่อาจทำให้ต้องยุบสภาใหม่หรือเกิดความขัดแย้งไม่จบสิ้น

อ.เจษฎ์ เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า เหมือนกับ “ยังไม่ได้ชันสูตรพลิกศพ แต่เอาไปเผาศพก่อน” ซึ่งจะทำให้ กกต. เองตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หากต่อมาเจอหลักฐานปัญหาจริงๆ ก็ต้องรีบแก้ไขให้ทันท่วงที มิเช่นนั้นความน่าเชื่อถือของ กกต. จะยิ่งเสื่อมลงไปอีก

ความเสี่ยงจาก อ.เจษฎ์ เตือน กกต. เรื่องไล่ฟ้องประชาชน

นอกจากเรื่องการรับรอง ส.ส. แล้ว อ.เจษฎ์ ยังชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของ กกต. ที่ไล่ดำเนินคดีกับประชาชนที่ถ่ายภาพหรือแชร์ข้อมูลบัตรเลือกตั้ง แม้บัตรเลือกตั้งจะเป็นเอกสารราชการ แต่การใช้กฎหมายอาญาไล่บี้ประชาชนอย่างดุเดือดนั้นไม่เหมาะสม อ.เจษฎ์ เตือนว่า หาก กกต. เล่นบทโหดแบบนี้ ประชาชนอาจสวนกลับด้วยการฟ้อง กกต. เองในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายไม่จบสิ้น

แทนที่จะใช้มาตรการทางกฎหมาย กกต. ควรใช้กลไกบริหาร เช่น สั่งหยุดหรือเตือน เพื่อรักษาความสงบ และหันมาเน้นงานเชิงบวก เช่น การกู้ศรัทธาจากประชาชนที่ตอนนี้แทบติดลบแล้ว อ.เจษฎ์ เน้นย้ำว่า กกต. ควรใจเย็นและถ้อยทีถ้อยอาศัยกับประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น

ทางออกเพื่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

เพื่อตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลม อ.เจษฎ์ แนะนำให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลบัตรเลือกตั้งอย่างโปร่งใส เช่น แสดงหน้าตาบัตรแต่ละประเภท สี และการใช้งาน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนมาพิสูจน์เอง ซึ่งจะช่วยลดความสับสน ลดการถ่ายภาพในคูหา และทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากขึ้น

  • รับรอง ส.ส. เร็วเกินไป: ยังมีร้องเรียนค้างตรวจสอบ อาจนำไปสู่ปัญหาใบแดงในสภา
  • ไล่ฟ้องประชาชน: เสี่ยงโดนฟ้องกลับ ม.157 ทำให้วุ่นวายยิ่งขึ้น
  • ขาดโปร่งใส: ควรเปิดข้อมูลบัตรเลือกตั้งเพื่อตัดไฟต้นตอ
  • กู้ศรัทธา: ใช้กลไกบริหารแทนกฎหมายอาญา

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบในการเลือกตั้งไทยที่ผ่านมา ซึ่งมักเต็มไปด้วยข้อครหาและการเมืองแฝง หาก กกต. ไม่ปรับตัว อนาคตอาจเกิดวิกฤตสภาได้ง่ายๆ อ.เจษฎ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การ อ.เจษฎ์ เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลัง นั้นเป็นคำเตือนที่ถูกต้องเวลา เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ สิ่งสำคัญคือ กกต. ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสและฟังเสียงประชาชนมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

คุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของอ.เจษฎ์? การรับรอง ส.ส. แบบนี้จะก่อปัญหาจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “อ.เจษฎ์” เตือน กกต. รับรอง สส. ไปก่อนสอยทีหลังหวั่นมีปัญหา ชี้ไล่ฟ้องประชาชน ระวังเจอฟ้องกลับ

เลขเด็ดเชียงใหม่ งวด 1/3/69 ขายดี

มาแล้วสำหรับคอหวยที่กำลังตามหาเลขเด็ดเชียงใหม่ งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569 หรือ 1/3/69 แม่ค้าหวยในย่านต่างๆ ของเชียงใหม่ไม่กั๊กเลยทีเดียว เลขดังขายดีแบบถล่มทลาย โดยเฉพาะเลขที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่คนแห่ซื้อกันสนั่น บรรยากาศการซื้อขายลอตเตอรี่ในเชียงใหม่คึกคักมาก ตั้งแต่ตลาดสดยามเช้า ถนนมหิดล สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ประตูเชียงใหม่ ประตูช้างเผือก สุสานหายยา ถนนเชียงใหม่-ลำพูน อำเภอสารภี และแผงใหญ่ในอำเภอสันกำแพง ประชาชนออกมาจับจ่ายเลขเด็ดกันอย่างคึกคัก

เลขเด็ดเชียงใหม่ จากแม่ค้าหวยย่านดัง

ราคาลอตเตอรี่ใบละ 90-100 บาท ชุด 2 ใบ 200 บาท ชุด 3 ใบ 400 บาท ชุด 5 ใบ 650-700 บาท โดยนางสาวพรรณี ลู่ปู่เงิน แม่ค้าหวยย่านถนนเชียงใหม่-ลำพูน อ.สารภี เผยว่า เลขเด็ดเชียงใหม่ ที่ขายดีสุดคือเลขเกี่ยวกับนายกฯ คนที่ 33 นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกิด 13 กันยายน 2509 อายุ 59-60 ปี เลขพรรคภูมิใจไทย 37 ยังคงมาแรงเหมือนเดิม นอกจากนี้เลขปฏิทินจีนก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน เช่น 738, 386, 73, 38, 86

ยังมีเลขเด็ดจากกิ่งต้นยางนาร่วงใส่สาววัย 26 ปี ทะเบียนรถ 3 กธ 2058 ทำให้เลข 20, 58, 26 กลายเป็นที่สนใจ สำหรับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา “มาฆบูชา” วันที่ 3 มีนาคม 2569 ขึ้น 15 ค่ำ เลขที่คอหวยไม่พลาดคือ 03, 33, 00, 15 ส่วนเลขเชื้อพระวงศ์ก็ยังขายดี 09, 50, 72, 10, 28, 58, 85, 24, 65, 311, 258, 904

เลขเด็ดเชียงใหม่ จากโหรดวงดาวภาคเหนือ

นางสาวพลอยไพรินทร์ เจ้าแม่คำนวณหวยจากโหรดวงดาว เปิดเผยว่า งวดนี้ออกวันอาทิตย์ 1 มีนาคม 2569 เลขคู่วันคือ 1, 0, 9, 5 เดือนมีนาคมมีวันมาฆบูชา จันทรุปราคาเต็มดวง วันพระจันทร์สีเลือด ระวังเลขเบิ้ล 11, 00, 99, 55

เลข 2 ตัวเด่น: 10, 59, 51, 95, 19, 90, 12, 18, 89, 96, 52, 36, 59, 91, 83, 28, 26
เลข 3 ตัว: 150, 159, 990, 550, 551, 599, 955, 126, 266, 966, 699, 299, 896, 189, 196, 256, 156, 822, 868, 588, 855, 911, 131, 033

  • 10 เลขเด่นขายดี: 28, 19, 09, 30, 79, 69, 59, 54, 50, 58
  • เลขดังเพิ่มเติม: 10, 33, 19, 59, 90, 45, 30, 79, 73, 98, 55
  • เลขเด่นสุด: 10, 90, 51, 50, 11, 00, 99, 55, 12, 68

คอหวยเชียงใหม่ต่างพากันตีความเลขเหล่านี้จากเหตุการณ์รอบตัว สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และข่าวดัง ทำให้เลขเด็ดเชียงใหม่ งวดนี้ครบเครื่องทั้งเลขการเมือง เลขธรรมะ เลขดวงดาว หากคุณกำลังมองหาเลขไปลุ้นโชค ลองหยิบเลขเหล่านี้ไปเสี่ยงดวงดู อย่าลืมซื้ออย่างพอดีนะครับ ขอให้โชคดีถูกรางวัลใหญ่!

สำหรับคอหวยที่อยากอัพเดทเลขเด็ดทุกงวด สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ

ที่มา – มาแล้ว “เลขเด็ดเชียงใหม่” แม่ค้าหวยไม่กั๊ก “เลขดังขายดี” คนซื้อลุ้นโชค 1/3/69

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยันไร้ดราม่าตีกลับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีเรื่องเด่นที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทยมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2567 พรรคเพื่อไทยแสดงพลังความสามัคคีแบบเต็มสูบ นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พวกเขาควงกันยกทีม สส.แบบแบ่งเขต ขึ้นรถบัสไฟฟ้า EV สุดหรูจากที่ทำการพรรค ตรงดิ่งไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อรายงานตัวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภา

บรรยากาศคึกคักมากๆ เลยครับ ทันทีที่มาถึง พวกเขาก็ไม่พลาดไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา เพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่ว่าจะเป็นพระสยามเทวาธิราช, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระภูมิชัยมงคล และศาลตาศาลยาย เรียกว่าเริ่มต้นด้วยพลังบวกเต็มเปี่ยม ก่อนจะเข้ารายงานตัวกันอย่างเรียบร้อย

เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยัน ไม่มีเรื่องรายชื่อ “สุริยะ-สมศักดิ์” ถูกตีกลับ

หลังจากรายงานตัวเสร็จ นายยศชนัน ก็ให้สัมภาษณ์แบบชัดเจนเลยครับ ว่า เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ครั้งนี้ เพื่อแสดงความปึกแผ่นของพรรค พวกเขาพร้อมที่จะเริ่มทำงานเพื่อประชาชนทันที รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การเมืองกำลังร้อนระอุเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

ที่หลายคนสงสัยกันมาก คือข่าวลือเรื่องรายชื่อบุคคลสำคัญอย่าง “สุริยะ-สมศักดิ์” ถูกพรรคภูมิใจไทยตีกลับ ไม่ให้เป็น รมต. นายจุลพันธ์ ปัดทันควัน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้เลย! พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งรายชื่อใดๆ ไป และข่าวที่ออกมานั้นไม่มีมูล เป็นแค่กระแสลือจากช่วงสูญญากาศทางการเมืองเท่านั้นเอง พวกเขายังคุยกันภายในเพื่อเตรียมพร้อมในทุกรูปแบบ ไม่ได้แบ่งกระทรวงกันแล้ว

หลังเพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ความสามัคคีไร้คลื่นใต้น้ำ

นายจุลพันธ์ ยังชี้แจงเพิ่มว่า อำนาจจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วม ก็รอให้พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยดำเนินการก่อน การหารือจะเน้นนโยบายและความถนัดของแต่ละพรรคเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีปัญหาคลื่นใต้น้ำ ทุกคนมาพร้อมหน้า สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แสดงความพร้อมให้สังคมเห็นชัดๆ

น่าสนใจมากคือ พรรคเตรียมยื่นกฎหมายเข้าสภา 20 ฉบับทันทีที่เปิดประชุม! นายยศชนัน บอกว่าทำการบ้านทุกกระทรวงไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะอว. (อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) หรือกระทรวงอื่นๆ ปัดข่าวเผือกร้อนอย่างเกษตรฯ หรือแรงงาน ว่าไม่มีกระทรวงเกรด A B C ทุกที่สำคัญหมด

  • ไฮไลต์สำคัญ: ใช้รถบัส EV สุดทันสมัย สะท้อนภาพลักษณ์พรรคสีเขียว
  • ยืนยันคุยกับแกนนำภูมิใจไทยแล้ว ข่าวลือไม่มีจริง
  • บุคลากรคุณภาพสูง สุริยะ ประเสริฐ และคนอื่นๆ พร้อมพิสูจน์ตัวเอง
  • เตรียมประชุมพรรคหารือกฎหมายและนโยบายรัฐบาลร่วม

ปิดท้ายด้วยโมเมนต์น่ารัก นักข่าวแซว “หนิมได้คุยกับหนูแล้วหรือยัง” (หมายถึงนางสาวแพทองธาร?) นายจุลพันธ์ ยิ้มรับ พยักหน้าเลยครับ บรรยากาศอบอุ่นมาก!

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ครั้งนี้ สะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมมากสำหรับบทบาทนิติบัญญัติและบริหารประเทศ ไม่มีดราม่าภายในหรือภายนอกอย่างที่ลือกัน ผมมองว่ามันเป็นสัญญาณดีของการเมืองไทยที่กำลังเดินหน้าสู่รัฐบาลใหม่ที่มั่นคง คุณล่ะครับ คิดว่าการจัดสรรเก้าอี้ครม. จะออกมายังไง? รัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงมั้ย? ลองคอมเมนต์แชร์ความเห็นใต้โพสต์นี้เลยนะครับ แล้วอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดแบบเรียลไทม์!

ที่มา – เพื่อไทย ยกทีม สส.เขต รายงานตัวสภา ยัน ไม่มีเรื่องรายชื่อ “สุริยะ-สมศักดิ์” ถูกตีกลับ

“สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส”

ในแวดวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งส.ส.ล่าสุด มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับ “สส.งูเห่า” หรือส.ส.ที่อาจจะสลับฝ่ายหรือเปลี่ยนพรรคเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง โดยเฉพาะในพรรคใหม่ๆ อย่างพรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งได้ส.ส.เข้ามา ล่าสุด “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” อย่างไม่ใยดีต่อข่าวลือที่โยงชื่อตนเองเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.งูเห่าของพรรค ทำให้แฟนข่าวการเมืองหลายคนสนใจเป็นอย่างมาก

“สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส”

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ส.ส.เขต 3 สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม เดินทางไปรับหนังสือรับรองส.ส.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทันทีเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่ชื่อของตนถูกพาดหัวข่าวว่าเป็นหนึ่งใน 9 ส.ส.งูเห่ากล้าธรรม ส.ส.ณัฐชาติยืนยันชัดเจนว่า “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” และไม่ทราบเรื่องข่าวลือนี้มาก่อน ตื่นเช้ามาเห็นข่าวก็ตกใจสุดๆ จนชาวบ้านในพื้นที่ส่งข้อความมาถามกันยกใหญ่

ส.ส.ณัฐชาติบอกว่า ข่าวนี้น่าจะเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากคนสนใจการเมืองเท่านั้น ไม่มีมูลความจริงภายในพรรคเลย แม้ยังไม่ได้คุยตรงๆ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แต่ได้พูดคุยกับเพื่อนส.ส.ในกลุ่มแล้ว ทุกคนมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง และยังไม่มีพรรคอื่นมาทาบทามแต่อย่างใด การพูดคุยกันในกลุ่มส.ส.ทั้ง 9 คนที่ถูกกล่าวถึง ก็เป็นแค่การแซวกันขำๆ ไม่ได้ถกเถียงจริงจัง ส.ส.ณัฐชาติย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ก็พร้อมทำงานเต็มที่เพื่อประชาชน

ปฏิกิริยาตกใจครั้งแรกของส.ส.ณัฐชาติต่อข่าวลือ

ยอมรับว่าตกใจมาก เพราะเป็นส.ส.สมัยแรก และมาจากจังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ทำให้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิตบทเรียนแรกบนหน้าสื่อหลักของประเทศ ส.ส.ณัฐชาติกล่าวว่า ข่าวแบบนี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองได้ดีทีเดียว เมื่อถูกถามว่าเป็นการโยนหินถามทางหรือไม่ เพราะสุพรรณบุรีทั้ง 5 เขตเป็นฐานของพรรคภูมิใจไทย มีพรรคกล้าธรรมได้แค่เขตเดียว บางคนอาจอยากให้ทั้งจังหวัดเป็นสีน้ำเงิน ส.ส.ณัฐชาติเห็นว่าไม่น่าจะใช่ เพียงกระแสพูดคุยในสังคมเท่านั้น พรรคกล้าธรรมชัดเจนเรื่องทำงานเพื่อประชาชน แม้การเมืองจะมีเรื่องไขว้เขวบ้าง แต่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง

พื้นเพส.ส.ณัฐชาติและความสัมพันธ์ในสุพรรณบุรี

ส.ส.ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นตัวจริง เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สุพรรณบุรี มาก่อน จึงรู้จักมักคุ้นกับส.ส.สุพรรณบุรีทุกรุ่นทุกรสชาติ ไม่มีปัญหากับ “บ้านใหญ่” ในพื้นที่ เป็นพี่น้องกันดี พร้อมทำงานร่วมกัน เมื่อถามถึงการนัดหมายของ ร.อ.ธรรมนัส กับส.ส.พรรค ส.ส.ณัฐชาติแจ้งว่า ยังไม่มีกำหนดชัดเจน เป็นแค่นัดรายงานตัวเท่านั้น

ความรู้สึกหลังชนะเลือกตั้ง ส.ส.ณัฐชาติ ดีใจที่สุดในชีวิต กราบขอบคุณพี่น้องสุพรรณบุรีที่ให้โอกาส จะน้อมรับทุกคะแนนเสียงด้วยจิตใจมุ่งมั่น พัฒนาจังหวัดให้เจริญรุ่งเรือง และยืนยันชัดเจนว่า ไม่ว่าร.อ.ธรรมนัสจะไปทางไหน ก็จะตามไปด้วยเสมอ

บริบทพรรคกล้าธรรมและความหมายของ “สส.งูเห่า”

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตส.ส.พรรคพลังประชารัฐที่เคยมีดราม่าเรื่องสัญชาติ แต่ยังคงมีฐานเสียงในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะภาคกลางอย่างสุพรรณบุรี คำว่า “งูเห่า” ในวงการการเมืองไทยหมายถึงส.ส.ที่ดูภักดีแต่แอบเจรจากับพรรคอื่นเพื่อสลับฝ่ายหลังจัดตั้งรัฐบาล มักเกิดหลังเลือกตั้งเสมอ กระแสนี้ทำให้พรรคเล็กๆ อย่างกล้าธรรมต้องระวัง

  • ส.ส.ณัฐชาติยันไม่รู้เรื่องทาบทามจากพรรคอื่น
  • กลุ่มส.ส.9คนคุยกันแซวๆ ไม่มีจริงจัง
  • มุ่งทำงานสุพรรณบุรี ไม่สนข่าวลือ
  • เคารพส.ส.พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่

ประเด็นนี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการเก็งกำไร แต่ส.ส.ณัฐชาติเลือกตอบโต้ด้วยการยืนยันความจงรักภักดีต่อพรรคและหัวหน้าที่ปรึกษา

แผนงานอนาคตเพื่อชาวสุพรรณบุรี

ส.ส.ณัฐชาติมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาเขต 3 สุพรรณบุรี เน้นโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยจะประสานงานกับพรรคและรัฐบาลเพื่อนำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ หวังให้สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดน่าอยู่

สุดท้ายแล้ว “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในพรรคกล้าธรรม ซึ่งอาจช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคท่ามกลางกระแสข่าวลือ หากคุณเป็นคนสุพรรณบุรีหรือสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามพัฒนาการของส.ส.ท่านนี้ และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ด้วยนะครับ! คุณคิดอย่างไรกับข่าวงูเห่า คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “สส.ณัฐชาติ” ประกาศชัดขอเคียงข้าง “ธรรมนัส” ไม่รู้เรื่องถูกโยงเป็น 1 ใน 9 สส. งูเห่ากล้าธรรม

ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระกรณีเอกวิทย์รับทอง

ข่าวใหญ่ในวงการยุติธรรมไทย เมื่อ ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อตรวจสอบกรณีสุดร้อนแรงของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนทองคำมูลค่า 246 บาท จาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คดีนี้เชื่อมโยงกับการช่วยเหลือในคดีเว็บพนันออนไลน์ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ หากคุณกำลังตามข่าวการเมืองและการทุจริต ลองมาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

ศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ อย่างไรและทำไม

เรื่องนี้เริ่มต้นจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก ได้เดินทางยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เพื่อขอให้ศาลฎีกาดำเนินการเอาผิดนายเอกวิทย์ จากพฤติกรรมรับสินบนทองเพื่อช่วยเหลือบิ๊กโจ๊กในคดีเว็บพนันออนไลน์ ประธานวุฒิสภาที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัย จึงส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกา

ศาลฎีกาจึงอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 49 และ 50 แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ครั้งนี้ตั้งถึง 9 คนเลยทีเดียว เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง ทำความเห็นเรื่องทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจขัดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่คือตัวอย่างของระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งในประเทศไทยครับ

รายชื่อคณะผู้ไต่สวนอิสระที่ศาลฎีกาตั้งขึ้น

  • 1. นายชวลิต อิศรเดช
  • 2. นายเผดิม เพ็ชรกูล
  • 3. นายอธิคม อินทุภูติ
  • 4. นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
  • 5. นายอดิศร ไชยคุปต์
  • 6. นายสัญจัย จันทร์ผ่อง
  • 7. ศาสตราจารย์ไผทชิต เอกจริยกร
  • 8. ศาสตราจารย์ศักดา ธนิตกุล
  • 9. ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ

คณะนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ทั้งนักกฎหมาย ผู้พิพากษาเกษียณ และนักวิชาการชั้นนำ คาดว่าจะทำงานอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

พื้นหลังคดีที่นำไปสู่การที่ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

ย้อนกลับไป บิ๊กโจ๊กหรือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นตำรวจชื่อดังที่เคยมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรม แต่ล่าสุดติดคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ส่วนนายเอกวิทย์ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่าช่วยเหลือโดยรับทองคำ 246 บาท ซึ่งอาจหมายถึงน้ำหนักหรือมูลค่า แต่ไม่ว่าจะเท่าไหร่ มันคือประเด็นทุจริตที่ไม่ยอมให้เกิดขึ้น พ.ต.อ.ภาคภูมิที่ยื่นเรื่องนี้ เคยเป็นลูกน้องใกล้ชิด จึงน่าจะรู้ข้อมูลลึกๆ ทำให้เรื่องนี้หนักแน่น

การที่ ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยมีกลไกป้องกันการทุจริตของผู้มีอำนาจสูงสุด ไม่เว้นแม้แต่กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่ปราบปรามคนอื่น นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการมากขึ้น

กระบวนการไต่สวนจะเป็นอย่างไรต่อไป

หลังตั้งคณะแล้ว จะมีการเรียกพยาน เอกสารหลักฐาน สอบปากคำนายเอกวิทย์และผู้เกี่ยวข้อง จากนั้นทำรายงานความเห็นส่งศาลฎีกา หากพบผิดจริง อาจนำไปสู่การวินิจฉัยอาญาหรือปลดจากตำแหน่ง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คาดว่าจะมีความคืบหน้าในไม่ช้า

ในมุมมองส่วนตัว กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการทุจริตไม่ว่าจะรูปแบบไหน ก็จะถูกตรวจสอบได้ สังคมไทยกำลังก้าวสู่ความโปร่งใสมากขึ้น หากเราร่วมกันติดตามและแสดงออก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณี ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ครั้งนี้? มาร่วม讨论ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้นครับ!

ที่มา – ศาลฎีกา ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ กรณี “เอกวิทย์” รับสินบนทอง “บิ๊กโจ๊ก” 246 บาท

ขนส่ฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังอ่านบล็อกนี้! วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทั้งหลายเลยนะครับ กรมการขนส่งทางบก หรือ ขนส่ฯ ได้เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง ครบจบในที่เดียวแล้ว! ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปหลายที่ แค่มาที่เดียวก็เสร็จทุกอย่าง ตั้งแต่ลงทะเบียน ตรวจรถ จ่ายเงิน รับใบรับจดทะเบียนเรียบร้อย ช่วยให้เร่งรัดให้รถทุกคันเข้าสู่ระบบถูกกฎหมายก่อนเดดไลน์ 31 มีนาคม 2569 ตามประกาศ ETDA ด้วยครับ

One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง บริการครบวงจรแบบไหนบ้าง?

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย.17) และรถยนต์รับจ้าง (รย.18) สำหรับให้บริการผ่านแอปอย่าง Grab, LINE MAN หรือ Bolt ต่างๆ นั้น ขนส่ฯ จัดการแบบ One Stop Service จริงๆ ครับ มาดูรายละเอียดกันเลย

  • ลงทะเบียนและขอความเห็นชอบ: เริ่มตั้งแต่สมัครเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง
  • ตรวจสภาพรถ: เช็คความพร้อมของรถให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย
  • ตรวจสอบเอกสาร: ดูเล่มทะเบียน บัตรประชาชน ใบขับขี่ และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น
  • จดทะเบียนเปลี่ยนประเภทรถ: เปลี่ยนจากรถส่วนบุคคลเป็นรถรับจ้างสาธารณะ
  • ชำระค่าธรรมเนียมและภาษี: จ่ายเงินตรงนั้นเลย มีบัตรหรือเงินสดก็สะดวก

ศูนย์นี้ตั้งอยู่ที่อาคารตรวจสภาพรถ (อาคาร 4) สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 จตุจักร กรมการขนส่งทางบก เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 – 31 มีนาคม 2569 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 08.30 – 18.00 น. หรือจนกว่าจะครบทุกคัน ถ้ามีรถจำนวนมาก ผู้ให้บริการแอปสามารถแจ้งนัดหมายล่วงหน้าได้เลย จะได้ไม่ต้องรอคิวนาน

One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง ช่วยแก้ปัญหาอะไร?

เดิมที การจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปนี่ยุ่งยากมากใช่ไหมครับ? ต้องไปหลายหน่วยงาน เอกสารเพียบ รอผลนาน แต่ตอนนี้ ขนส่ฯ เร่งรัดให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลถูกกฎหมายหมดเลย โดยเฉพาะก่อนกฎ ETDA บังคับใช้ ซึ่งจะช่วยปกป้องทั้งคนขับและผู้โดยสารถึงสุดๆ คนขับได้ประกันสังคม ได้สิทธิประโยชน์เต็มที่ ผู้โดยสารก็มั่นใจว่ารถทุกคันผ่านการตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ ขนส่ฯ ยังซักซ้อมสำนักงานขนส่งทั่วประเทศให้ทำแบบเดียวกัน เพื่อความสะดวกทั่วแผ่นดิน

ประโยชน์ของการจด One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง

มาพูดถึงประโยชน์กันบ้างครับ การจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมายเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยยกระดับอุตสาหกรรมแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างในไทยให้ทันสมัยขึ้นอีกด้วย ลองนึกภาพดูสิครับ:

  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหน่วยงานต่างๆ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แอปและคนขับ
  • ช่วยควบคุมคุณภาพรถและพฤติกรรมคนขับ ป้องกันปัญหาโกงหรือไม่ปลอดภัย
  • สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างงานถูกกฎหมายให้พี่น้องคนขับนับแสนคน

ในยุคที่แอปเรียกรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การมีศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง แบบนี้คือก้าวสำคัญจริงๆ ครับ จากปัญหาเดิมที่รถผิดกฎหมายเยอะ จนเกิดอุบัติเหตุหรือข้อพิพาท ตอนนี้รัฐบาลช่วยแก้ตรงจุด ช่วยให้ทุกคน win-win

เตรียมตัวยังไงก่อนไปจดทะเบียน?

เพื่อความราบรื่น แนะนำเตรียมเอกสารให้พร้อมนะครับ เช่น เล่มทะเบียนรถ, บัตรประชาชนเจ้าของรถ, ใบอนุญาตขับขี่, กรมธรรม์ประกันภัย, และหลักฐานการเป็นสมาชิกแอป หากไม่แน่ใจ สามารถโทรสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ได้ตลอด 24 ชม. เลยครับ พนักงานใจดี คอยตอบทุกข้อสงสัย

ส่วนคนขับนอกกรุงเทพฯ ไม่ต้องห่วง ขนส่ฯ สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งอำนวยความสะดวกแบบเดียวกัน ทั่วประเทศเลย!

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่านี่คือโอกาสทองสำหรับคนขับรถรับจ้างทุกคน รีบไปจดทะเบียนที่ศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างกันเถอะครับ จะได้ขับงานสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมาย ช่วยยกระดับอาชีพให้สูงขึ้นด้วย ลองคิดดู ถ้าทุกคันถูกกฎหมาย ผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นแน่นอน ไปเลยครับ อย่ารอช้า!

ที่มา – ขนส่ฯ เปิดศูนย์ One Stop Service ให้บริการจดทะเบียนรถรับจ้าง ผ่านแอปฯ ครบจบในที่เดียว

ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ยิมเลียก-เบนสมิธกว่า 13,074 ล้าน

ข่าวด่วนที่ทุกคนให้ความสนใจ! ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ในคดีฉ้อโกงประชาชนจากขบวนการสแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ ปปง. หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้เคลื่อนไหวเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เงินผิดกฎหมายหลุดรอดไปไหนมาไหน การยึดทรัพย์ชั่วคราวนี้จะช่วยปกป้องทรัพย์สินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน จนกว่าศาลจะตัดสินขั้นสุดท้าย

ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” เกิดจากอะไร

ทุกอย่างเริ่มต้นจากคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. ประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาล เพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หลังพิจารณาคำขอเพิกถอนยึดอายัดของผู้เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีน้ำหนักพอ จากนั้นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษ พิจารณา 4 คดีใหญ่ มูลค่ารวม 13,074 ล้านบาท

อัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลไต่สวนพยานหลักฐาน พบมีเหตุเชื่อได้ว่าจะมีการโอนย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิด ตามมาตรา 55 พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงสั่งยึดอายัดชั่วคราว โดย ปปง. เป็นผู้ดำเนินการแจ้งและดูแลทรัพย์

รายละเอียด 4 คดีที่ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน”

  • คดีที่ 1: นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิมเลียก), นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN (เบนสมิธ), นางสาวแคทรียาฯ กับพวก คดีดำ ฟ 31/2569 สั่งยึด 26 ก.พ. 2569 มูลค่า 12,123 ล้านบาท
  • คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ กับพวก คดีดำ ฟ 25/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 345 ล้านบาท
  • คดีที่ 3: นายก๊ก อาน กับพวก คดีดำ ฟ 29/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 560 ล้านบาท
  • คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก คดีดำ ฟ 20/2569 สั่งยึด 24 ก.พ. 2569 มูลค่า 46 ล้านบาท

ทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกยึดไว้ชั่วคราว หากไม่เหมาะเก็บรักษา เช่น รถหรูหรือยอชต์ ปปง. สามารถสั่งขายทอดตลาดเก็บเป็นเงินแทนได้ตามมาตรา 57 วรรคสอง ซึ่งช่วยลดภาระรัฐและรักษามูลค่า

ขบวนการสแกมเมอร์และบทบาทของ ปปง. ในไทย

ขบวนการสแกมเมอร์ โดยเฉพาะแสลงคอลเซ็นเตอร์ มักเกี่ยวข้องชาวต่างชาติอย่างยิมเลียก (Leak Yim) ชาวกัมพูชา, เบนสมิธ (Ben Smith) ชาวอังกฤษ, เฉินจื้อ และก๊กอาน ที่ลักลอบใช้คนไทยเป็นหัวโจก หลอกลงทุน ฟอเร็กซ์ หรือแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน ปปง. จึงใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าปราบ เพราะเงินสกปรากนั้นมักถูกฟอกผ่านบัญชีธนาคาร ทรัพย์สินหรู หรือธุรกิจเสมือน

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐไทยจริงจังกับการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ ในปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์สแกมเมอร์หลายพันล้านแล้ว และยังมีแผนขยายการสืบสวน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ อย่าลืมรวบรวมหลักฐานแจ้งความ เพราะ ปปง. จะช่วยเรียกทรัพย์คืนให้ผู้เสียหายก่อนให้ตกเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ การยึดทรัพย์ชั่วคราวยังป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาไปขายทรัพย์หนี ทำให้กระบวนการยุติธรรมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการที่สุจริตก็วางใจได้ว่าระบบจะแยกแยะทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดได้อย่างแม่นยำ

สรุปประเด็นสำคัญ: ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นก้าวสำคัญในการปราบสแกม สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หวังว่าคดีนี้จะจบด้วยการคืนเงินให้ทุกคนที่สูญเสีย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการดำเนินการของ ปปง. ครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอาชญากรรมการเงินเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” กว่า 13,074 ล้าน