วัน: 12 พฤษภาคม 2026

“ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักเดินทางและคนรักการท่องเที่ยว! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการการบินและโรงแรมมาฝากกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลย นั่นคือ “ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ World-class Aviation Hub หรือศูนย์กลางการบินระดับโลกของไทย นโยบายเหล่านี้มาจากนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เพิ่งตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด (รทส.) เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ครับ (หมายเหตุ: ปีในข่าวอาจคลาดเคลื่อน แต่สาระสำคัญยังคงเดิม)

ทำไมนโยบายนี้ถึงน่าจับตามอง? เพราะโรงแรม Hyatt Regency Bangkok Suvarnabhumi Airport คือประตูสำคัญเชื่อมต่อผู้โดยสารทั้งขาเข้า-ขาออก โดยเฉพาะ transit และ transfer ที่ต้องรองรับนักเดินทางนับล้านคนต่อปี ถ้าปรับปรุงให้เจ๋งขึ้น จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เทียบชั้นสิงคโปร์หรือดูไบได้เลยนะ!

“ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ

นโยบายทั้ง 5 ด้านนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพบริการ สร้างรายได้เติบโตยั่งยืน และรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินโลก มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

นโยบายที่ 1: เร่งปรับปรุงโรงแรมให้ทันสมัย

ให้ รทส. ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงแรม Hyatt Regency Bangkok Suvarnabhumi Airport ให้เสร็จตามกำหนด ครอบคลุมงานที่ปรึกษา ควบคุมโครงการ และก่อสร้าง ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป้าหมายคือยกระดับมาตรฐานอาคารและบริการให้เทียบเท่าโรงแรมสากล ช่วยเสริมภาพลักษณ์สุวรรณภูมิให้พร้อมเป็น aviation hub ระดับโลก

นโยบายที่ 2: ยกระดับเป็น Smart Hotel 5 ดาว

เปลี่ยนโรงแรมให้เป็น Smart Hotel มาตรฐาน 5 ดาว ผสานอัตลักษณ์ไทยในฐานะ The Gateway to Thailand วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจลูกค้า สร้างประสบการณ์สุดพรีเมียม เน้น Seamless Connectivity เชื่อมต่อผู้โดยสารไร้รอยต่อ และรองรับ transit/transfer เพิ่มขีดแข่งขันยั่งยืน

นโยบายที่ 3: ขยายพันธมิตรและรายได้ Non-Room

จับมือสายการบินและพันธมิตรบินโลก ให้โรงแรมเป็นที่พักหลักของนักเดินทางพรีเมียม บริหารรายได้เชิงรุก โดยเพิ่ม Non-Room Revenue เช่น จัด MICE (ประชุม สัมมนา นิทรรศการ) ให้เอกชนและราชการ ยกระดับ Medical & Wellness Hub ตอบโจทย์ลูกค้าสากล

นโยบายที่ 4: ยกระดับบุคลากรสู่ High Performance

ดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทนให้เหมาะสม เป็นธรรม เทียบชั้นรัฐวิสาหกิจชั้นนำและโรงแรมสากล สร้างขวัญกำลังใจ ความมั่นคง แรงจูงใจ พัฒนาทักษะ AI Data Analytics สำหรับ Personalized Service รองรับ aviation hub

นโยบายที่ 5: เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ESG

ขับเคลื่อน Green & Smart Airport Hotel ลดใช้ทรัพยากร ประหยัดพลังงาน ส่งเสริม ESG โปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ Phase 2, เปลี่ยนรถเป็น EV, จัด BCP รองรับวิกฤตโรคระบาด โลกร้อน วิกฤตตะวันออกกลาง

นายภัทรพงศ์ เน้นย้ำว่าต้องบูรณาการ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน, บริษัทวิทยุการบิน, สถาบันการบินพลเรือน และ รทส. กระทรวงคมนาคมพร้อมสนับสนุนงบและเทคโนโลยี เพื่อประโยชน์ประชาชน ความสะดวกปลอดภัยสูงสุด

ด้านนางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธาน รทส. ยืนยันพร้อมขานรับ โดยโครงการโซลาร์เซลล์ Phase 2 จะเสร็จพ.ค. 2567 ลดก๊าซเรือนกระจก เพิ่มพลังงานหมุนเวียน และเปลี่ยนรถบริการเป็น EV บูรณาการกับหน่วยงานอื่นเพื่อยกระดับโครงข่ายการบินไทย

นโยบาย “ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิ นี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นก้าวสำคัญสู่การท่องเที่ยวและการบินไทยที่ยั่งยืน ในมุมมองผม นี่คือโอกาสทองสำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่อยากเห็นสุวรรณภูมิเป็นฮับจริงๆ ถ้าทำได้ตามแผน ไทยจะแซงหน้าคู่แข่งในภูมิภาคแน่นอน!

คุณล่ะคิดเห็นยังไง? นโยบายไหนที่คุณตื่นเต้นที่สุด หรือมีไอเดียเพิ่มเติมมั้ย? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยนะครับ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการบินและโรงแรมด้วย!

ที่มา – “ภัทรพงศ์” กาง 5 นโยบายปั้นโรงแรมสุวรรณภูมิสู่ World-class Aviation Hub

Toyota Corolla ครบ 60 ปี ยอดขาย 57 ล้านคัน

Toyota Corolla ครบ 60 ปี แล้วนะเพื่อนๆ! ซีรีส์รถยนต์แห่งตำนานที่ใครๆ ก็รู้จัก วันนี้ Toyota ประกาศเปิดตัวรุ่นพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีของ Toyota Corolla ครบ 60 ปี พร้อมยอดขายสะสมทั่วโลกทะลุ 57 ล้านคัน สุดยอดจริงๆ เลย รุ่นนำทัพอย่าง Corolla Active Sport และ Corolla Touring Active Sport ที่มาพร้อมดีไซน์เท่ๆ โลโก้เลเซอร์สลักพิเศษ และช่วงล่างจูนมาเพื่อความสนุกในการขับขี่โดยเฉพาะ ก่อนวางขายในญี่ปุ่นช่วงนี้เลย

ด้านหลังของ Corolla Active Sport และ Corolla Touring Active Sport

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1966 Toyota Corolla ได้พัฒนาตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ยุคสมัยและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยยึดหลัก 3 อย่างหลักๆ คือ คุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงได้ ความยืดหยุ่นในการปรับตัว และการเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้าเสมอมา ทำให้ Toyota Corolla ครบ 60 ปี นี้กลายเป็นรถที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ขายในกว่า 150 ประเทศ ยอดรวม 57 ล้านคัน! คนทั่วโลกต่างรักและผูกพันกับ Corolla ในฐานะรถคู่ใจที่สนับสนุนไลฟ์สไตล์ทุกวัน ส่งต่อจากพ่อสู่ลูก

Toyota Corolla ครบ 60 ปี: ไฮไลต์รุ่นพิเศษ Active Sport

ไม่ใช่แค่นั้น Toyota ยังเตรียมส่ง Corolla Sport และ Cross รุ่นฉลอง 60 ปีตามมาในกลางปี พร้อมอัปเดตสีใหม่ให้รุ่นมาตรฐาน และเปิดตัวรถฝึกขับรุ่นไฮบริด เพื่อมุ่งสู่ carbon neutrality ควบคู่กับ DNA ของ Corolla ที่พร้อมเคียงข้างทุกไลฟ์สไตล์

Corolla Touring ACTIVE SPORT

Corolla ยังช่วยสร้างงานในโรงงาน 12 แห่งทั่วโลก รวมญี่ปุ่น 3 แห่งอย่าง Motomachi, Tsutsumi และ Iwate สะท้อนปณิธาน Toyota ที่อยากเป็นบริษัทที่ดีที่สุดในทุกเมือง ส่วนด้านมอเตอร์สปอร์ต #32 TGRR GR Corolla H2 รถไฮโดรเจนเหลว เข้าร่วม Super Taikyu แสดงวิสัยทัศน์ ever-better cars และ carbon neutrality

ไฮไลต์ Toyota Corolla ครบ 60 ปี รุ่น Active Sport และ Touring

  • โลโก้ฉลองครบรอบ 60 ปี ที่แก้มหน้ารถ (Front fenders)
  • โลโก้เลเซอร์สลักบนแผงคอนโซลหนังสังเคราะห์
  • อุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ เพิ่มความสนุกในการขับ
  • ระบบกันสะเทือนจูนพิเศษ (2WD เท่านั้น)
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้ว สีดำพร้อมฝาครอบ

โลโก้เลเซอร์สลักพิเศษ

Toyota Corolla Active Sport: สไตล์เมืองหรู กันชนหน้าพิเศษ คิ้วสเกิร์ตสีเดียวตัวรถ เบาะสปอร์ตเทากลางสลับดำ ดูพรีเมียมสุดๆ

Toyota Corolla Active Sport

Toyota Corolla Touring Active Sport: เน้น outdoor กันชนหน้าพิเศษ คิ้วสเกิร์ตสีดำ Neutral Black เบาะดำสลับเทาเข้ม สีตัวถังพิเศษดำตัดเทา Ash ลงตัวมาก

Toyota Corolla Touring Active Sport

อัปเดต Corolla และ Touring รุ่นใหม่: สีดำ Neutral Black, แดง Emotional Red II, Smart Entry และ Navigation-Ready ในรุ่น X มาตรฐาน

ห้องโดยสาร Corolla

ขุมพลังไฮบริด 1.8 ลิตร Series-Parallel (2ZR-FXE) คู่ e-CVT ลื่นไหลสุดๆ Toyota Corolla ครบ 60 ปี ยังคงบทบาทรถฝึกขับไฮบริด สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำและนักขับรุ่นใหม่

มองอนาคต Toyota Corolla จะพัฒนาต่อไป รักษา DNA “To You” สนับสนุนชีวิตที่ดีทั่วโลก คุณล่ะ สนใจ Toyota Corolla ครบ 60 ปี รุ่นไหนมากที่สุด? แชร์ประสบการณ์ขับ Corolla ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่รักรถญี่ปุ่นด้วยนะ!

ที่มา – ซีรีส์รถยนต์แห่งตำนาน Toyota Corolla ครบ 60 ปี พร้อมฉลองยอดขาย 57 ล้านคันทั่วโลก

ไม่มีเครื่องหมายคำถามเหนืออนาคตโรห์ล เรนเจอร์ส

ไม่มีเครื่องหมายคำถามเหนืออนาคตโรห์ล เรนเจอร์ส หลังจากที่ ดันนี่ โรห์ล ได้รับการยืนยันจากบอร์ดบริหารไอบร็อกซ์แล้วนะครับ สถานการณ์ล่าสุดของเรนเจอร์สอาจจะดูย่ำแย่ ด้วยการแพ้รวดสามนัดติดในสกอตติช พรีเมียร์ชิพ จนต้องจบฤดูกาลที่อันดับสาม ตามหลังฮาร์ทส์และเซลติก แต่กุนซือชาวเยอรมันคนนี้ยังมั่นใจเต็มเปี่ยม

โรห์ลเข้ามารับช่วงต่อจากรัสเซลล์ มาร์ติน เมื่อเดือนตุลาคม และเคยไล่จี้จ่าฝูงอย่างฮาร์ทส์ได้สูสี แต่ฟอร์มช่วงท้ายซีซั่นดร็อปหนัก ส่งผลให้พลาดแชมป์ไปอีกปี แถมยังแพ้คู่ปรับตลอดกาลอย่างเซลติกแบบน่าผิดหวังในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนแฟนบอลบางส่วนเรียกร้องให้เปลี่ยนตัว แต่โรห์ลยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีเครื่องหมายคำถาม” ต่อตำแหน่งของเขา

“ใช่ครับ” โรห์ลตอบเมื่อถูกถามถึงการรับประกันจากบอร์ด “48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมได้รับการสนับสนุนอย่างเหลือเชื่อจากบอร์ด ทุกคนเห็นสิ่งดีๆ มากมาย แต่เราก็วิจารณ์ตัวเองด้วย ไม่มีเครื่องหมายคำถามเหนืออนาคตโรห์ล เรนเจอร์ส แน่นอน”

ไม่มีเครื่องหมายคำถามเหนืออนาคตโรห์ล เรนเจอร์ส

ฤดูร้อนนี้ เรนเจอร์สต้องรีบิลด์ทีมอีกครั้ง กัปตันเจมส์ ทาเวอร์เนียร์กำลังจะจากไปหลังอยู่มานาน 11 ปี บวกกับสัญญายืมตัวหลายรายที่หมดลง โรห์ลชี้ว่าทีมต้องการผู้นำใหม่ๆ เพิ่ม เพื่อตั้งมาตรฐานในห้องแต่งตัวและบนสนามฝึกซ้อม

“สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาปรับใช้ในฤดูกาลหน้า” โรห์ลกล่าว “การเสียทาเวอร์เนียร์คือสัญญาณใหญ่ เราต้องการผู้นำใหม่ๆ ที่จะกำหนดมาตรฐานของเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลายากลำบากของเกม นี่คือโอกาสทองในการพัฒนา เมื่อวานนี้ผมคุยกับสโมสรอีก และเชื่อผมเถอะ หลังจากสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมรู้ชัดเจนว่าต้องการอะไรเพื่อให้ทีมไปถึงจุดสูงสุด”

แผนรีบิลด์ฤดูร้อนของโรห์ลกับเรนเจอร์ส

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก โรห์ลและบอร์ดเห็นตรงกันเรื่องการดึงตัวนักเตะ เขาต้องการผู้เล่นที่มีอำนาจในทีมมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาฟอร์มดร็อปช่วงท้ายฤดูกาล นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าโรห์ลถูกทีมบุนเดสลีกาอย่างวอล์ฟสเบิร์กจีบ แต่เจ้าตัวยืนกรานว่าจะอยู่ต่อเพื่อสร้างทีมใหม่

  • ผู้นำใหม่: เสียทาเวอร์เนียร์ ต้องหาตัวแทนที่เป็นผู้นำในสนามและนอกสนาม
  • มาตรฐานฝึกซ้อม: ยกระดับการซ้อมให้เข้มข้นขึ้น
  • เสริมทัพเป้าหมาย: ดึงตัวที่ช่วยในช่วงวิกฤติเกม
  • วิเคราะห์ฟอร์ม: ใช้ข้อมูลจากฤดูกาลนี้ปรับปรุง

แฟนเรนเจอร์สหลายคนอาจกังวล แต่การสนับสนุนจากบอร์ดแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาว โรห์ลพิสูจน์ตัวเองมาตั้งแต่เข้ามา ด้วยการไล่ล่าตัวจ่าฝูง ถ้าทีมรีบิลด์สำเร็จ ฤดูกาลหน้าอาจจะกลับมาลุ้นแชมป์ได้อีกครั้ง

ในมุมมองผม โรห์ลคือคนที่เหมาะสมกับเรนเจอร์สตอนนี้ เขามีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ชัดเจน การไม่มีเครื่องหมายคำถามเหนืออนาคตโรห์ล เรนเจอร์ส คือข่าวดีที่แฟนบอลรอคอย ติดตามข่าวสารฟุตบอลสกอตติชและการเสริมทัพของเรนเจอร์สได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ศุภมาส ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV คุมฉลากระยะทางชัด

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ ในวงการรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV กันเลยครับ ศุภมาส ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV อย่างเข้มข้น เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อรถคันใหม่ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สคบ. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโชว์รูม BYD Hi-Class และ OMODA & JAECOO สาขาลาดพร้าว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ติดฉลากสินค้าครบถ้วน โดยเฉพาะระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ต้องระบุมาตรฐานการทดสอบให้ชัดเจน

ศุภมาส ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV คุมเข้มติดฉลากสินค้า

การลงพื้นที่ครั้งนี้ต่อเนื่องจากประชุมเมื่อวานที่เชิญผู้ประกอบการและตัวแทนผู้บริโภคมาหารือ แก้ปัญหาใหญ่ 3 อย่าง ชำรุด ลอยแพ และราคาดิ่ง จากสถิติร้องเรียนกว่า 1,348 ราย "ฉลาก" คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคตรวจสอบข้อมูลได้ตั้งแต่แรก นโยบายนี้สอดคล้องกับรัฐบาลนายอนุทิน ที่สนับสนุน EV แต่ต้องคุ้มครองผู้บริโภคด้วย

ศุภมาสได้กำชับ 3 เรื่องหลักที่ผู้ประกอบการต้องทำตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค:

  • การแสดงฉลาก: รถ EV เป็นสินค้าควบคุม ต้องติดฉลากชัดเจนที่ตัวรถ ครบข้อมูลชื่อรุ่น ผู้ผลิต สเปกแบตเตอรี่ ระยะทาง สมรรถนะ วิธีใช้ คำเตือน ราคา และประกัน
  • การโฆษณา: ระยะทางวิ่งต้องบอกมาตรฐานทดสอบ เช่น EPA, WLTP, NEDC, CLTC พร้อมเงื่อนไขความเร็ว อุณหภูมิ เส้นทาง ของแถมและประกันแบตต้องชัดเจน วันเริ่ม-สิ้นสุด
  • สัญญาจอง: ใช้แบบมาตรฐาน สคบ. ระบุรุ่น ปี ราคา วันส่ง สิทธิยกเลิกครบถ้วน

จากการตรวจเบื้องต้น ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีมากครับ

ฝ่าฝืนติดฉลากรถ EV โดนคุก 6 เดือน ปรับ 1 แสน

รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามประกาศคณะกรรมการฉลาก ลงราชกิจจาฯ 22 ก.ย. 2568 ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค 2522 ผู้ประกอบการต้องแสดงฉลากถูกต้องครบถ้วน หากฝ่าฝืน โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52

ตลาด EV ในไทยกำลังบูม แต่ปัญหาฉลากไม่ชัดทำให้ผู้บริโภคสับสน เช่น ระยะทางโฆษณา 500 กม. แต่ใช้งานจริงเหลือ 300 กม. เพราะมาตรฐานต่างกัน WLTP เข้มงวดกว่า NEDC ที่จีนใช้ (CLTC) ผู้ซื้อต้องเช็กดีๆ

นอกจากนี้ ศุภมาสยังฝากถึงผู้ประกอบการว่า ฉลากคือคำสัญญากับลูกค้า อย่าเกินจริง โดยเฉพาะระยะทาง และแนะผู้บริโภคอ่านฉลากทุกข้อ สอบถามเงื่อนไข เก็บเอกสารทุกชิ้น หากเจอปัญหาเอารัดเอาเปรียบ ร้อง สคบ. ได้เลย

เคล็ดลับซื้อรถ EV ไม่ให้พลาด

  • ตรวจฉลากตัวรถ ดูระยะทางอ้างอิงมาตรฐานไหน
  • ถามประกันแบตเตอรี่ เงื่อนไขการเสื่อม
  • อ่านสัญญาจองละเอียด สิทธิคืนเงิน
  • เทสต์ไดร์ฟจริง อย่าดูแค่งานโชว์
  • เช็กศูนย์บริการใกล้บ้าน

การที่ ศุภมาส ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV แบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีต่อตลาด EV ไทย ที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการรับผิดชอบมากขึ้น ผู้บริโภคมั่นใจได้ ในอนาคต EV จะเป็นทางเลือกหลัก ลดมลพิษ แต่ต้องมีมาตรฐานชัดเจน

หากคุณกำลังมองหารถ EV ลองเช็กข้อมูลจาก สคบ. ก่อนตัดสินใจ สายด่วน 1166 หรือแอป OCPB Connect เว็บ ocpb.go.th สำหรับภูมิภาค ร้องศูนย์ดำรงธรรมได้ อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ซื้อ EV ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอยากรู้จริงๆ!

ที่มา – “ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูมรถ EV คุมเข้มติดฉลากสินค้า ระบุ ระยะทางวิ่ง ให้ชัด ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน

ฟอเรสต์ วูเมน แยกทางกับโค้ช คาร์ลี เดวิส

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ วูเมน แยกทางกับโค้ช คาร์ลี เดวิส

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ วูเมน ได้ประกาศแยกทางกับหัวหน้าโค้ช คาร์ลี เดวิส หลังจากทำงานร่วมกันมาเกือบ 3 ปีเต็ม นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลหญิงอังกฤษเลยทีเดียว เพื่อนๆ ที่ติดตามทีมฟอเรสต์คงตกใจไม่น้อย เพราะเดวิสพาทีมประสบความสำเร็จมาหลายต่อหลายครั้ง

ฤดูกาลนี้ ฟอเรสต์ วูเมน จบอันดับที่ 7 ใน WSL 2 ซึ่งเป็นลีกชั้นสอง ถือว่าอยู่กลางตารางในลีกที่แข่งขันกันดุเดือด หนึ่งปีก่อนหน้านี้ พวกเธอเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมคว้าแชมป์ Women’s National League Cup แบบดับเบิ้ลแชมป์ เรียกได้ว่าปีที่แล้วสุดยอดมาก แต่ปีนี้ฟอร์มไม่ค่อยเปรี้ยงปร้างเท่าไหร่

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ วูเมน แยกทางกับโค้ช คาร์ลี เดวิส: สาเหตุหลักคืออะไร?

เดิมที เดวิสเซ็นสัญญาอยู่ถึงซัมเมอร์ 2027 หลังจากต่อสัญญาในเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่สโมสรตัดสินใจแยกทางหลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วน คำแถลงจากสโมสรบอกว่า “ฤดูกาลนี้ในลีกชั้นสอง ทีมจบกลางตาราง และเพื่อผลักดันสู่ WSL ชั้นหนึ่ง สโมสรอยากเริ่มยุคใหม่กับผู้จัดการทีมคนใหม่” พวกเขาขอบคุณเดวิสสำหรับความทุ่มเทที่ช่วยพาบริษัทไปข้างหน้า

ก่อนมาที่ฟอเรสต์ เดวิสเคยเป็นโค้ชทีมชาติอังกฤษ U19 และเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมที่ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ประสบการณ์เพียบจริงๆ ฤดูกาลนี้ ทีมชนะ 9 จาก 22 นัด รวมถึงสามนัดติดก่อนแพ้เซาแธมป์ตันในนัดสุดท้ายที่บ้าน

ผลงานเด่นของคาร์ลี เดวิสกับฟอเรสต์ วูเมน

  • เลื่อนชั้นจาก National League สู่ WSL 2
  • คว้า Women’s National League Cup
  • สร้างรากฐานทีมที่แข็งแกร่ง
  • พัฒนานักเตะเยาวชนหลายคน

การตัดสินใจนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของสโมสรที่อยากขึ้นสู่ WSL Premier League ให้ได้ ฟุตบอลหญิงอังกฤษกำลังบูมมาก ลีกชั้นสองแข็งแกร่งขึ้นทุกปี ทีมอย่างฟอเรสต์ต้องปรับตัวให้ทัน

ตอนนี้แฟนๆ คงสงสัยว่าใครจะมาแทน? สโมสรยังไม่ประกาศ แต่คาดว่าจะเป็นโค้ชที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการเล่นบุกแบบอังกฤษแท้ๆ ทีมมีศักยภาพ นักเตะหลักยังอยู่ครบ ฤดูกาลหน้าอาจพลิกเกมได้เลย

มาดูสถิติกันแบบละเอียด: ใน WSL 2 ฤดูกาล 2025-26 ฟอเรสต์ยิงได้ 35 ประตู เสีย 28 เล่นเกมรับดีแต่จบสกอร์ยังต้องปรับ เปรียบเทียบกับทีมหัวตารางอย่างลีดส์หรือชาร์ลตันที่ยิงกระจาย การแยกทางกับเดวิสอาจช่วยรีเฟรชทีมได้

ในมุมส่วนตัว ผมคิดว่าการเปลี่ยนโค้ชตอนนี้เป็น timing ที่ดี เพราะ offseason ยาวๆ สามารถหาคนใหม่ได้ทัน ฟอเรสต์มีประวัติศาสตร์ยาวนานในฟุตบอลหญิง หวังว่าจะไม่สะดุดเหมือนทีมอื่นๆ ที่เปลี่ยนบอสแล้วฟอร์มรูด

สำหรับแฟนฟุตบอลหญิง ติดตามต่อไปนะ เพราะ WSL กำลังจะเดือดกว่าเดิม! ถ้าชอบข่าวแบบนี้ แชร์และคอมเมนต์บอกว่าคิดยังไงกับการ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ วูเมน แยกทางกับโค้ช คาร์ลี เดวิส ล่ะ?

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เนติวิทย์ จ่อคุก เกณฑ์ทหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เนติวิทย์ จ่อคุก เกณฑ์ทหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2567 มาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 คำตัดสินนี้ส่งผลโดยตรงต่อนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางการเมืองชื่อดังที่ถูกดำเนินคดีหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

เนติวิทย์ จ่อคุก เกณฑ์ทหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ: รายละเอียดคำวินิจฉัยศาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการได้พิจารณาคำโต้แย้งจากศาลแขวงสมุทรปราการในคดีของนายเนติวิทย์ จำเลยหมายเลขดำ อ.3118/2568 ข้อหาละเมิด พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 หลังจากวันที่ 5 เมษายน 2567 นายเนติวิทย์เดินทางไปยังเทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อตรวจเลือกทหารกองเกิน แต่เลือกที่จะอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการเกณฑ์ทหาร โดยอ้างว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดหลักสิทธิมนุษยชน สร้างความเหลื่อมล้ำ และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเลือกว่าจะรับราชการทหารหรือไม่

ศาลแขวงสมุทรปราการสอบสวนพยานเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2568 และนายเนติวิทย์ยื่นคำร้องให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่ามาตรา 27 และ 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2567 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นการเรียกชายไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปมาตรวจเลือก และโทษสำหรับผู้หลีกเลี่ยง

มาตรา 27: หน้าที่ต้องมาตรวจเลือกและข้อยกเว้น

มาตรา 27 กำหนดให้ทหารกองเกินที่ถูกเรียกต้องมารายงานตัวต่อคณะกรรมการตรวจเลือก พร้อมใบสำคัญทหาร บัตรประชาชน และหลักฐานการศึกษา หากไม่มา ไม่ยอมตรวจ หรือไม่อยู่จนเสร็จสิ้น จะถือว่าหลีกเลี่ยง เว้นแต่กรณีพิเศษดังนี้

  • ข้าราชการที่ได้รับคำสั่งราชการสำคัญหรือต่างประเทศ
  • นักเรียนศึกษาต่างประเทศตามกฎกระทรวง
  • ผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ราชการหรือโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรบ
  • ผู้ปฏิบัติราชการสนามกับหน่วยทหาร
  • เหตุสุดวิสัย
  • ไปตรวจเลือกที่อื่น
  • เจ็บป่วย โดยมีผู้แจ้งแทน

กรณีแรกถึงสี่ต้องได้รับอนุมัติผ่อนผันจากรัฐมนตรีมหาดไทยหรือผู้มอบหมาย มาตรานี้จึงมีช่องทางผ่อนปรนสำหรับบางกลุ่ม ทำให้เกิดคำถามเรื่องความเสมอภาค

มาตรา 45: โทษสำหรับผู้หลีกเลี่ยงเกณฑ์ทหาร

มาตรา 45 ระบุโทษสำหรับผู้หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาตรวจเลือก ไม่เข้ารับราชการกองประจำการตามหมายเรียก หรือไม่อยู่จนเสร็จ รวมถึงผู้ที่มาทดแทนผู้อื่น หรือรับผลประโยชน์ช่วยเหลือให้รอดเกณฑ์ทหาร โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี นี่คือจุดที่นายเนติวิทย์เสี่ยงรับโทษหลังคำวินิจฉัยนี้

นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เป็นนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่ที่เคยมีบทบาทในขบวนการเยาวชนปลดแอก และคณะก้าวหน้า มักออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านระบบเกณฑ์ทหารแบบบังคับ โดยมองว่าเป็นมรดกจากยุคสมัยเก่า ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงปิดประตูทางกฎหมายสำหรับข้ออ้างดังกล่าว

แม้ศาลจะยืนยันความชอบธรรมของกฎหมายเกณฑ์ทหาร แต่ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมไทย บางฝ่ายเห็นว่าการเกณฑ์ทหารจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ภูมิภาคที่ไม่แน่นอน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเสนอทางเลือกอย่างการเกณฑ์พลเรือนหรือระบบสมัครใจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น ลูกผู้มีอิทธิพลมักหลุดรอดด้วยข้อยกเว้น

นอกจากนี้ คำวินิจฉัยนี้ยังส่งผลต่อคดีคล้ายกันนับพันรายที่รอการพิจารณา ชายไทยวัย 21 ปีที่เกิดปี 2546 ต้องเตรียมตัวตรวจเลือกในปีนี้ หากหลีกเลี่ยงอาจติดคุกได้ การตัดสินใจของศาลช่วยยืนยันกรอบกฎหมาย แต่ก็กระตุ้นให้เกิดการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหารในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับคำตัดสินนี้? ระบบเกณฑ์ทหารยังจำเป็นในยุคดิจิทัลหรือควรเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงเรื่องสิทธิพลเมืองไทย

ที่มา – “เนติวิทย์” จ่อคุก หลังศาลรธน. มีมติเอกฉันท์กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

“คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม EV

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวขนส่งและคนรักรถ EV ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวร้อนที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมวงการขนส่งไทยให้เป็นสีเขียวกันเลยนะครับ นั่นคือ คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน เพื่อหนุนผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มใหญ่ ให้เปลี่ยนรถเก่าๆ มาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเต็มระบบ ด้วยแพ็กเกจสุดคุ้มอย่างช่วยเงินดาวน์ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง และภาษีป้ายรถ 0% ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?

คมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่ม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยความคืบหน้าแผนใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ที่เตรียมหารือกับกระทรวงการคลังในสัปดาห์นี้เลย เพื่อสรุป

รูปแบบช่วยเหลือให้ชัดเจน ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป แทนที่จะเป็นแค่รถเก่าแลกรถใหม่ แต่ปรับมาเป็นโมเดลเช่าซื้อหรือซื้อรถใหม่แทน โดยรัฐจะช่วยอุดหนุนตรงจุด เช่น เงินดาวน์ ดอกเบี้ยสินเชื่อคนละครึ่งกับผู้ประกอบการ และยกเว้นภาษีป้ายรถประจำปีเหลือ 0% สุดๆ ไปเลย!

คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้อยู่ที่ 10,000-20,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปที่รถที่ใกล้หมดอายุการใช้งานก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว โดยทั่วประเทศมีรถเข้าข่ายเกือบ 1 แสนคัน เช่น รถสองแถวอายุเกิน 10 ปีที่มีอยู่ราว 17,000 คัน นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้รถที่ยังไม่หมดอายุแต่เจ้าของอยากเปลี่ยนเป็น EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงแพงๆ ก็สมัครได้ตามความสมัครใจเลยครับ

7 กลุ่มขนส่งที่จะได้รับการสนับสนุนจากคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน

  • รถแท็กซี่
  • รถตู้โดยสารประจำทาง
  • รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง
  • รถสองแถว
  • รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 ที่นั่ง)
  • รถตุ๊กตุ๊กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง
  • รถบรรทุกสินค้า

กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบหนักจากราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ดและต้นทุนการเดินรถที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในยุควิกฤตพลังงานโลกตอนนี้ การเปลี่ยนเป็น EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลงได้มหาศาล เพราะชาร์จไฟฟ้าถูกกว่าน้ำมันหลายเท่า แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศในเมืองไทยสะอาดขึ้นด้วยนะครับ

ทำไมนโยบายคมนาคม อัดฉีด 2 หมื่นล้าน ถึงสำคัญมาก?

ปัจจุบัน รถขนส่งส่วนใหญ่ยังใช้พลังงานฟอสซิลที่แพงและสกปรก รัฐบาลไทยเองก็กำลังผลักดัน EV อย่างจริงจังอยู่แล้ว ด้วยการลดภาษีนำเข้า EV และสร้างสถานีชาร์จทั่วประเทศ นโยบายนี้จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น โดยเฉพาะรถที่หมดอายุตามกฎหมาย เช่น รถตู้โดยสารที่ไม่ขยายอายุแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นรถมินิบัส EV เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและคนขับ ประโยชน์ไม่ใช่แค่ประหยัดเงิน แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ขนส่งไทยให้ทันสมัย สามารถแข่งขันได้ในยุค Net Zero ด้วย

ลองคิดดูสิครับ ถ้ารถแท็กซี่หรือรถตู้เปลี่ยนเป็น EV เต็มตัว ค่าใช้จ่ายรายวันลดลง 30-50% เลยนะ เพราะน้ำมันแพงขนาดนี้ แถมบำรุงรักษาน้อยกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในอีก ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังลำบากจะหายใจหายคอได้ง่ายขึ้น รัฐยังได้บรรลุเป้า ESG ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย มัน win-win สุดๆ ไปเลย!

อย่างไรก็ตาม ต้องรอสรุปจากที่ประชุมคลังก่อน แต่เชื่อว่าดีลนี้จะออกมาแจ่มแน่นอน เพื่อนๆ ผู้ประกอบการขนส่งล่ะครับ พร้อมเปลี่ยนรถเป็น EV กันยัง? นโยบายนี้เป็นโอกาสทองเลยนะ ช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนระยะยาวได้จริง หากคุณมีประสบการณ์ใช้ EV หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนรถ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน หรือติดตามอัปเดตข่าว EV และนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “คมนาคม” อัดฉีด 2 หมื่นล้าน หนุนขนส่ง 7 กลุ่มเปลี่ยนรถ EV ชูช่วยเงินดาวน์-ภาษี 0%

เห็นชอบ ให้ ขรก. ลาบวช ถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ถือเป็นวันลา

เห็นชอบ ให้ ขรก. ลาบวช ถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ถือเป็นวันลา เป็นข่าวดีสำหรับข้าราชการและบุคลากรรัฐทุกประเภทเลยนะครับ! คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบในเรื่องนี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถลาไปบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยไม่ต้องหักวันลาเลย สุดยอดมาก!

เห็นชอบ ให้ ขรก. ลาบวช ถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ถือเป็นวันลา

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่ามาตินี้ครอบคลุมข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถลาเข้าร่วมโครงการได้ระหว่างวันที่ 13 – 29 มิถุนายน 2569 รวมทั้งสิ้น 17 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอมา

รายละเอียดโครงการเห็นชอบ ให้ ขรก. ลาบวช ถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ถือเป็นวันลา

โครงการนี้จัดโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกระทรวงคมนาคมและวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร กำหนดเป้าหมายผู้เข้าร่วม 100 รูป ประกอบด้วยบุคลากรภาครัฐและประชาชน บรรพชาอุปสมบทที่วัดราชบพิธฯ และสถาบันกรรมฐานศึกษาสมเด็จพระสังฆราช จ.ปทุมธานี ใช้งบประมาณจาก สปน. 3.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยส่งเสริมให้บุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้ร่วมถวายพระกุศล ศึกษาเรียนรู้หลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนา เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนในแผ่นดินไทย

  • กลุ่มเป้าหมาย: ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้าง ฯลฯ
  • ระยะเวลา: 13-29 มิ.ย. 2569 (17 วัน)
  • สถานที่: วัดราชบพิธฯ และสถาบันกรรมฐาน จ.ปทุมธานี
  • สิทธิประโยชน์: ไม่หักวันลา ถือเป็นภารกิจรัฐ
  • จำนวน: 100 รูป

การเห็นชอบให้ข้าราชการลาบวชแบบนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการถวายพระเกียรติพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทองสำหรับทุกท่านที่จะได้ฝึกจิต ศึกษาพระธรรม หลีกหนีความวุ่นวายชั่วคราว สร้างบุญกุศลใหญ่หลวง ในวัยทำงานที่เร่งรีบแบบนี้ การได้บวชถวายพระสังฆราชคือการเติมพลังใจให้ชีวิต

สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 99 พรรษาในปีนี้ โครงการนี้จึงมีความหมายลึกซึ้ง ช่วยเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมในสังคมราชการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น หากเทียบกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยม

สำหรับข้าราชการที่สนใจ สามารถติดต่อหน่วยงานต้นสังกัดหรือ สปน. เพื่อสมัครเข้าร่วมได้ทันที อย่าพลาดโอกาสบุญครั้งนี้! มันไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นการพัฒนาตัวเองและสังคมไปพร้อมกัน

ในมุมมองของผม นโยบายเห็นชอบให้ขรก. ลาบวช ถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ถือเป็นวันลา นี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศาสนาและจิตวิญญาณของข้าราชการจริงๆ สุดท้ายแล้ว การบวชไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นการปฏิบัติธรรมที่ยั่งยืน ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนได้บวชสักครั้ง สังคมไทยคงสงบสุขมากขึ้นแน่นอน

ชวนคุณลองคิด: คุณพร้อมบวชถวายพระกุศลหรือยัง? แชร์ประสบการณ์หรือความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – เห็นชอบ ให้ ขรก. ลาบวช ถวายสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ถือเป็นวันลา

ระทึก! ผู้ป่วยหนีออก รพ. เชียงใหม่ ซ่อนตึกร้าง

เกิดเหตุระทึกกลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อผู้ป่วยหนีออก รพ. เชียงใหม่ไปหลบซ่อนตัวในตึกร้าง สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถเกลี้ยกล่อมและนำตัวผู้ป่วยออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ป่วยหนีออก รพ. เชียงใหม่ สร้างความวุ่นวายกลางเมือง

รายงานจากผู้สื่อข่าวเผยว่า มูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุผู้ป่วยหนีออก รพ. เชียงใหม่ทันทีที่ทราบเรื่อง ทีมกู้ภัยรีบรุดไปยังพื้นที่ ซึ่งพบผู้ป่วยกำลังหลบซ่อนอยู่ในหอพักร้างแห่งหนึ่ง ผู้พบเห็นต่างแตกตื่น เพราะไม่รู้ว่าผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไป

เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการหวาดระแวงและประสาทหลอนจากการใช้สารเสพติด ทำให้การเข้าใกล้เสี่ยงอันตรายทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและประชาชนรอบข้าง พวกเขาเลือกใช้วิธีการพูดคุยเกลี้ยกล่อมแทนการใช้กำลัง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ป่วยหนีออก รพ. เชียงใหม่

ทีมปฏิบัติการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเริ่มจาก:

  • ปิดล้อมพื้นที่: รอบตึกร้างเพื่อป้องกันผู้ป่วยหลบหนีเพิ่มเติม
  • ประเมินสถานการณ์: สังเกตอาการของผู้ป่วยจากระยะไกล พบว่ามีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง
  • เกลี้ยกล่อมด้วยคำพูด: ใช้ภาษาที่อ่อนโยน สร้างความไว้วางใจ จนผู้ป่วยยอมออกมาหลังจากใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
  • นำส่งโรงพยาบาล: รีบนำตัวกลับไปรับการรักษาทันที

ความสำเร็จครั้งนี้ต้องชื่นชมทีมมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ ที่มีประสบการณ์ในการรับมือเหตุฉุกเฉินประเภทนี้มาอย่างยาวนาน

สาเหตุและผลกระทบจากยาเสพติดในเชียงใหม่

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้ป่วยมีประวัติใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ยาเสพติดไม่เพียงทำลายร่างกาย แต่ยังก่อให้เกิดอาการทางจิตเวช เช่น หวาดระแวง หลอนประสาท และขาดการควบคุมตนเอง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมอันตรายแบบนี้

ในปีที่ผ่านมา เชียงใหม่มีรายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพิ่มขึ้นกว่า 20% ตามข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทำให้หน่วยงานกู้ภัยต้องตื่นตัวตลอดเวลา เหตุผู้ป่วยหนีออก รพ. เชียงใหม่ครั้งนี้ จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนใจทุกคน

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการบำบัดผู้เสพยาเสพติดอย่างจริงจัง โรงพยาบาลและมูลนิธิต่างๆ ควรมีระบบป้องกันการหลบหนีที่แน่นหนากว่านี้ เช่น การติดตามด้วย GPS หรือทีมเฝ้าระวังเฉพาะทาง

ปัญหายาเสพติดในเชียงใหม่ไม่ได้จำกัดแค่ผู้ป่วยรายนี้ แต่กระทบสังคมทั้งหมด ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงต่างโล่งใจที่เหตุการณ์จบลงด้วยดี แต่ก็หวาดกลัวว่าจะเกิดซ้ำ หากไม่มีการปราบปรามที่เข้มข้น

จากประสบการณ์นี้ เราเห็นได้ชัดว่าการทำงานเป็นทีมระหว่างโรงพยาบาล ตำรวจ และมูลนิธิกู้ภัย เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขวิกฤต หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีสัญญาณเสพยาเสพติด ควรรีบขอความช่วยเหลือทันที

ข้อคิดทิ้งท้าย: เหตุการณ์ผู้ป่วยหนีออกจากโรงพยาบาลแบบนี้ เตือนให้เราตระหนักถึงอันตรายของยาเสพติดที่ซ่อนอยู่ในสังคม ลองคิดดูสิว่าถ้าไม่มียาเสพติด สังคมเราจะสงบสุขแค่ไหน หากพบเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ นี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีที่เบอร์ 1669 เพื่อช่วยเหลือกันและกัน

ที่มา – ระทึกกลางเมืองเชียงใหม่ ผู้ป่วยหนีออก รพ. ไปซ่อนในตึกร้าง เจ้าหน้าที่เกลี้ยกล่อมวุ่น