วัน: 22 มิถุนายน 2026

เจาะลึกงบฯ 70: “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ออกมาตีแผ่ความผิดปกติของการจัดงบประมาณปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตการคลังที่ดูเหมือนรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหัวใจสำคัญคือเรื่อง “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ท่ามกลางกระแสการหั่นงบประมาณลงทุนของกระทรวงอื่นๆ ลงอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์งบประมาณปี 70 และประเด็น “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตัวเลขงบประมาณในปีนี้ถึงดูผิดปกติ คำตอบที่ศิริกัญญาได้ชี้แจงคือเรากำลังเห็นภาพของ "งบประมาณฝีแตก" รายจ่ายประจำพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 1.2 แสนล้านบาท ในขณะที่งบลงทุนกลับถูกปรับลดลงทั่วทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงเรื่องงบประมาณไทยที่บวมด้วยเบี้ยบำนาญและดอกเบี้ยจ่าย

จับตา TH-AI Passport เฟส 2 กับความไม่โปร่งใสที่ต้องตรวจสอบ

นอกจากภาพรวมงบประมาณที่น่ากังวลแล้ว จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการตั้งคำถามต่อประเด็นที่ว่า “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ได้อย่างไรในขณะที่หน่วยงานอื่นถูกตัดงบ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่ได้รับงบเพิ่มถึง 2 เท่าเพื่อผลักดันโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจสอบได้ยากจากการใช้งบกองทุน แต่เมื่อครั้งนี้ต้องผ่านสภาฯ ประชาชนจึงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

  • งบฯ รายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นจากบำนาญข้าราชการ
  • งบลงทุนถูกปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
  • โครงการดิจิทัลที่น่าสงสัย: TH-AI Passport เฟส 2

ความชุลมุนของการโอนงบปี 69 ที่ทำได้เพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังหลังชนฝาในการบริหารจัดการการคลัง เราในฐานะประชาชนต้องเกาะติดสถานการณ์การอภิปรายในสภาฯ วันที่ 29 มิถุนายนนี้ ว่าโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลเหล่านั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะเป็นเพียงการจัดงบเพื่อกระดาษแผ่นเดียวที่ตอบโจทย์ความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การทุ่มงบให้ดิจิทัลในเวลาที่งบลงทุนอื่นถูกลดทอน คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ หรือเป็นแค่ความพยายามกระจายงบในจุดที่ไม่ควรเป็น? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการใช้เงินภาษีของพวกเรากันครับ! มาติดตามความจริงในสภาฯ ไปพร้อมกัน

ที่มา – “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ชวนจับตา TH-AI Passport เฟส 2 เข้าสภาฯ

แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport

แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ที่ถูกพาดพิงในแถลงการณ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับคดีแชร์ลูกโซ่และ Forex ผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทางพรรคประชาชนจึงได้ออกมาให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงว่า ทางพรรคไม่มีนโยบายปกป้องทำผิด หากมีการกระทำความผิดจริงพรรคพร้อมดำเนินการตามมาตรฐานวินัยอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ในกรณี แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport นี้ ทางพรรคมีความสงสัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

เบื้องหลังการตรวจสอบที่เข้มข้นสู่ประเด็น แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport

นอกจากประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมแล้ว ทางพรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการแถลงข่าวของ DSI เนื่องจากมีการยกเลิกหัวข้อการแถลงอื่นไปอย่างน่าสงสัย อีกทั้งยังมีการระบุชื่อของนายภาวุธในช่วงตอบคำถาม ซึ่งดูเหมือนเป็นการสร้างกระแสด้านลบมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมปกติ

  • พรรคประชาชนยึดมั่นในความโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบ
  • นายภาวุธยืนยันไม่ใช้สิทธิเอกสิทธิ์ สส. คุ้มครองตนเอง
  • ทางพรรคมีคณะกรรมการวินัยคอยตรวจสอบนักการเมืองของพรรคอย่างเข้มข้น

การดำเนินการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก การที่จู่ๆ มีกระแสข่าวพาดพิงสมาชิกพรรคในช่วงเวลานี้ จึงถูกมองว่าอาจเป็นกลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามในการตอบโต้การตรวจสอบของกรรมาธิการงบประมาณและกรรมาธิการยุติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นอย่างไรต้องรอผลจากกระบวนการยุติธรรมของ DSI ต่อไป โดยทางพรรคประชาชนยืนยันว่าพรรคในฐานะสถาบันการเมืองไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการทุกอย่างให้เกิดความชัดเจนที่สุดเพื่อให้ความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชน เพราะการตรวจสอบรัฐบาลคือสิ่งที่พรรคตั้งใจทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากภาครัฐทำงานด้วยความสุจริตและยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่ต้องใช้การเมืองมาสร้างกระแสลดทอนความน่าเชื่อถือเช่นนี้

ที่มา – แจงปม “ภาวุธ” ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด ตั้งข้อสังเกตอาจโยงปมตรวจสอบ TH-AI Passport

อธิบดีกรมการปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิด คืนตำแหน่งเดิม

อธิบดีกรมการปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลังภูเก็ตแล้ว ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิด คืนตำแหน่งเดิม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่ อธิบดีกรมการปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิด คืนตำแหน่งเดิม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงสถานะของปลัดจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ภูเก็ตหลังจากถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยราชการที่ส่วนกลางตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา

สรุปสถานการณ์: อธิบดีกรมการปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิด คืนตำแหน่งเดิม

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่านายอำเภอเมืองภูเก็ตและนายอำเภอกระทู้ได้ให้ปากคำและชี้แจงข้อเท็จจริงจนครบถ้วนแล้ว ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความผิดถึงขั้นดำเนินการทางวินัยร้ายแรง ทางกรมการปกครองจึงมีคำสั่งให้ท่านกลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิม ณ จังหวัดภูเก็ตตามปกติ เพื่อให้การบริหารราชการในพื้นที่ดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปลัดจังหวัดนั้น ยังคงมีปัญหาเรื่องการไม่ให้ความร่วมมือในการสอบปากคำ เนื่องจากมีการใช้สิทธิการลาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระบวนการล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ขณะนี้ทางกรมการปกครองจึงปรับวิธีการเป็นการให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแทน หากได้หลักฐานครบถ้วนแล้วจะสรุปสำนวนโดยเร็วที่สุด

  • นายอำเภอเมืองภูเก็ตและนายอำเภอกระทู้: ผลตรวจสอบปกติ กลับไปทำงานที่เดิมได้
  • ปลัดจังหวัด: อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร
  • ข้อกำหนดระยะเวลา: ครบกำหนด 30 วันในวันที่ 24 มิถุนายนนี้

นอกจากนี้ ในส่วนของการตรวจเข้มสถานบันเทิง ล่าสุดได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบริการในจังหวัดนครปฐม ที่พบการปล่อยปละละเลยให้มีเยาวชนและยาเสพติด ซึ่งนายนฤชาเน้นย้ำว่า อธิบดีกรมการปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิด คืนตำแหน่งเดิม พร้อมเสริมว่ามาตรการจัดการกับสถานบริการที่ไม่มีใบอนุญาตและผู้มีอิทธิพลจะต้องเด็ดขาดมากขึ้น โดยจะปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ

ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่องครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่คนใด หากมีการทุจริตหรือบกพร่องต่อหน้าที่ การเข้าตรวจสอบอย่างโปร่งใสเช่นนี้ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ดีที่สุด เราคงต้องรอดูบทสรุปของการสอบสวนในกรณีปลัดจังหวัด รวมถึงการกวาดล้างสถานบริการเถื่อนทั่วประเทศต่อไป

ที่มา – อธิบดีกรมการปกครอง เผย ส่ง 2 นายอำเภอกลับภูเก็ตแล้ว ครบกำหนด 30 วัน ใครไม่ผิด คืนตำแหน่งเดิม

เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน เร่งแก้ด่วน

เจาะลึกปม เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าของพวกเราทุกคน โดยประเด็นที่ว่า เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสที่ทำต่อเนื่องกันมานานนับสิบปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายของคนในชาติ

คุณเอกนัฏได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหา 3 ด้านหลัก ได้แก่ การทบทวนสัญญาแอดเดอร์, อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือการจัดการค่าไฟฟ้าสำหรับไฟทางหลวงหรือสาธารณะที่ถูกนำไปแฝงไว้ในบิลของประชาชนทั่วไปอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

ทำไมต้องแยกบัญชีเมื่อ เอกนัฏ แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน

ปัญหาเรื่องการนำค่าไฟทางไปรวมกับบิลไฟบ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่สังคมสงสัยมานานจนกระทั่งมีการยืนยันจากรัฐมนตรีในปัจจุบัน การที่ไฟทางถนนถูกนำไปคำนวณรวมเป็นความสูญเสียและผลักภาระให้ประชาชนจ่ายนั้นถือเป็นความไม่ถูกต้องตามหลักการที่ควรจะเป็น หากมีการแยกส่วนอย่างชัดเจน จะส่งผลดีหลายประการ ดังนี้:

  • ความเป็นธรรม: ประชาชนจะได้จ่ายค่าไฟเฉพาะในส่วนที่ตนเองใช้จริงเท่านั้น ไม่ต้องรับภาระค่าไฟสาธารณะที่ไม่ใช่หน้าที่ของครัวเรือน
  • ความโปร่งใส: การแยกบัญชีจะทำให้หน่วยงานรัฐต้องของบประมาณมาบริหารจัดการค่าไฟทางให้ชัดเจนและตรวจสอบได้
  • ลดภาระประชาชน: การแก้ไขที่ตรงจุดนี้จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ประชาชนแบกรับอยู่นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม โจทย์นี้ถือเป็นความท้าทายของกระทรวงพลังงานที่จะต้องรีบดำเนินการ เพราะการทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการตอกมิเตอร์แยกบัญชีให้ชัดเจน การเปลี่ยนผ่านระบบเดิมที่ทำมาเป็นสิบปีนั้นต้องใช้เวลาและความกล้าหาญในการตัดสินใจปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟทั้งระบบ แต่เชื่อมั่นว่าหากทำตามเป้าหมายของรัฐมนตรีได้จริง จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนแน่นอน

ในมุมมองของผู้บริโภค การได้เห็นรัฐมนตรีออกมาขยับตัวเรื่องนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความชัดเจนในบิลค่าไฟคือสิ่งที่ทุกคนรอคอย หากแยกส่วนไฟทางและไฟบ้านได้สำเร็จ นอกจากประชาชนจะจ่ายถูกลงแล้ว ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เราต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการปฏิรูปนี้จะเห็นผลเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่และอย่างไร

ที่มา – “เอกนัฏ” แฉเอง ค่าไฟถนนรวมในบิลไฟบ้านประชาชน ชี้ทำมาเป็นสิบปี เร่งทบทวนแยกส่วน ให้ค่าไฟบ้านถูกลง

จุลพันธ์ ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต

เชื่อว่าเพื่อนๆ คงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากกระทรวงแรงงานกันมาบ้างแล้วนะครับ ช่วงนี้ท่านรัฐมนตรี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ลุยงานหนัก เร่งเครื่องจัดระเบียบแรงงานต่างชาติในจังหวัดท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างภูเก็ต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย งานนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนเลยครับว่า “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” โดยเฉพาะในประเด็นการ **จุลพันธ์ ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต** ที่เพิ่งมีผลลัพธ์ปรากฏออกมาให้เห็น

จุลพันธ์ ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต

การลงพื้นที่ตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเล่นๆ นะครับ เพราะเป้าหมายหลักคือการรักษาสมดุลระหว่างความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจ กับการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล ซึ่งการดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ ทำให้สามารถตรวจพบแรงงานต่างชาติที่ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวนถึง 69 ราย ทั้งในร้านอาหารและไซต์งานก่อสร้างใหญ่ๆ ในจังหวัดภูเก็ต นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังผู้ประกอบการที่คิดเลี่ยงกฎหมายว่าอย่าทำผิดเด็ดขาด

รายละเอียดการลงพื้นที่ตรวจสอบแรงงานต่างชาติ

จากการปฏิบัติงานจริงเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ตได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เข้ากวาดล้างและตรวจสอบกลุ่มแรงงานที่ลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย โดยเราสามารถสรุปเหตุการณ์สำคัญได้ดังนี้:

  • พบแรงงานสัญชาติซูดานใต้ 1 ราย ทำงานในร้านอาหารกลางเมืองภูเก็ตโดยไม่มีใบอนุญาต
  • พบแรงงานเมียนมา 56 ราย และแรงงานจีน 12 ราย ในไซต์งานก่อสร้างตำบลเชิงทะเล
  • เจ้าหน้าที่ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาพร้อมควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายทันที
  • มีการประสานพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการกับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานผิดกฎหมายด้วย

นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยังเน้นย้ำเสมอว่า การที่รัฐบาลเข้ามาจัดการเรื่องนี้ เพื่อต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบหรือเข้ามาแย่งอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดนั่นเองครับ

ช่องทางแจ้งเบาะแสการจ้างงานผิดกฎหมาย

หากเพื่อนๆ พบเห็นการจ้างงานผิดปกติ หรือมีแรงงานต่างชาติที่สงสัยว่าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต สามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสได้ที่:

  • กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02 354 1729
  • สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ
  • สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

สุดท้ายนี้ ผมมองว่ากิจกรรม จุลพันธ์ ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต ในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ตลาดแรงงานในประเทศไทยมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศและเศรษฐกิจในระยะยาว เชื่อว่าหากนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยลดปัญหาการจ้างงานผิดประเภท และทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” ลุยจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ ตรวจเข้มภูเก็ต พบแรงงานผิดกฎหมาย 69 ราย

สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด

เชื่อว่าเกษตรกรหลายท่านคงกำลังติดตามข่าวสารเรื่องราคาปุ๋ยกันอย่างต่อเนื่องนะครับ ล่าสุดมีข่าวดีออกมาจากทางภาครัฐ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความมั่นใจเกี่ยวกับ สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรไทยสบายใจได้ว่าปีนี้เราจะมีปุ๋ยใช้เพียงพออย่างแน่นอน

สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด

จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งทางเรือจนทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ย แต่ล่าสุด สถานการณ์ปุ๋ยไทยปรับตัวดีขึ้น ทีมไทยแลนด์เกาะติดใกล้ชิด โดยมีการประสานงานกับ 3 สมาคมปุ๋ยหลักของประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งและกระจายสินค้าเข้าสู่ไทยได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในตลาดมีความมั่นคงมากขึ้น และไม่มีสัญญาณการขาดแคลนในขณะนี้

มาตรการดูแลราคาและลดต้นทุนเกษตรกร

นอกจากเรื่องปริมาณแล้ว ภาครัฐยังได้ขับเคลื่อนมาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม ได้แก่:

  • ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ
  • การติดตามสถานการณ์ร้านค้าเพื่อป้องกันการกักตุนหรือจำหน่ายปุ๋ยเกินราคาอย่างเข้มงวด
  • วางแผนระยะกลางผ่านโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” เพื่อใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ความต้องการปุ๋ยให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด
  • ประสานความร่วมมือกับแหล่งผลิตสำคัญอย่างรัสเซียและจีน เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยหากสถานการณ์ตลาดโลกมีความผันผวน

ทางด้านอธิบดีกรมการค้าภายในยังได้ยืนยันว่า ปัจจุบันราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกในไทยค่อยๆ ปรับลดลงตามต้นทุนจริง สอดคล้องกับกลไกการตลาด ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการปรับราคาขึ้นแต่อย่างใด

ในมุมมองของผู้เขียน มองว่าการที่ภาครัฐและภาคเอกชนทำงานบูรณาการกันแบบนี้เป็นสัญญาณบวกที่สำคัญมากครับ เพราะการมีปุ๋ยในราคาที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตรให้แข่งขันได้ในตลาดโลกอีกด้วย หากเกษตรกรท่านใดพบร้านค้าจำหน่ายสินค้าเกินราคา สามารถแจ้งร้องเรียนไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้ทันที เพื่อช่วยกันรักษาความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไทยทุกคน

ที่มา – “ศุภจี” ชี้ สถานการณ์ปุ๋ยปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น “ทีมไทยแลนด์” เกาะติดสถานการณ์ต่อเนื่อง

สั่งปิดโรงเรียน ใกล้ชายแดนที่ตาก หลังทหารเมียนมาเสริมกำลัง หวั่น 1-2 วันนี้รบหนัก

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีการสั่งปิดโรงเรียน ใกล้ชายแดนที่ตาก หลังทหารเมียนมาเสริมกำลัง หวั่น 1-2 วันนี้รบหนัก ส่งผลให้ผู้ปกครองและประชาชนในพื้นที่ต่างเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วยความกังวล

สั่งปิดโรงเรียน ใกล้ชายแดนที่ตาก หลังทหารเมียนมาเสริมกำลัง หวั่น 1-2 วันนี้รบหนัก

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด ได้ออกประกาศหยุดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงจากการปะทะกันของกองกำลังในฝั่งเมียนมา โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง พบว่ามีการเคลื่อนกำลังทหารเมียนมากว่า 200 นาย เข้ามาประจำการบริเวณฐานปฏิบัติการป่าสัก ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเขตไทย ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าความขัดแย้งจะปะทุขึ้นภายใน 1-2 วันข้างหน้า

ทำไมต้องสั่งปิดโรงเรียน ใกล้ชายแดนที่ตาก หลังทหารเมียนมาเสริมกำลัง หวั่น 1-2 วันนี้รบหนัก

ความห่วงใยหลักของคณะครูและผู้บริหารคือความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้จุดยุทธศาสตร์ที่อาจเกิดการปะทะด้วยอาวุธหนัก การตัดสินใจประกาศหยุดเรียนชั่วคราวจึงเป็นมาตรการป้องกันเชิงรุกที่สำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักเรียนในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้

สรุปประเด็นสถานการณ์ที่น่าสนใจ:

  • กองกำลังทหารเมียนมาเสริมกำลังมากกว่า 200 นายบริเวณฝั่งเมียวดี
  • มีการเตรียมพร้อมรับมือการปะทะกับกลุ่มต่อต้านในพื้นที่ใกล้เคียง
  • โรงเรียนประกาศหยุดเรียนด้วยเหตุพิเศษเพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน
  • หน่วยงานความมั่นคงไทยเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดนแม่สอด ควรรีบอัปเดตข่าวสารจากทางราชการอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป การเฝ้าระวังเหตุการณ์อย่างมีสติและการเตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุของหน่วยงานรัฐถือเป็นหัวใจสำคัญ เราหวังว่าความขัดแย้งในพื้นที่เพื่อนบ้านจะคลี่คลายลงโดยเร็ว เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่และการศึกษาของเด็กๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – สั่งปิดโรงเรียน ใกล้ชายแดนที่ตาก หลังทหารเมียนมาเสริมกำลัง หวั่น 1-2 วันนี้รบหนัก

จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ปมแบนจัดซื้อกลาโหม

ในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง ล่าสุดสถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อจีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ล่าสุด: จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ

เหตุการณ์นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เดินหน้ากดดันด้วยการเพิ่มรายชื่อบริษัทจีนเข้าสู่บัญชีดำ โดยอ้างเรื่องความมั่นคงและความเชื่อมโยงกับกองทัพ ส่งผลให้ปักกิ่งต้องงัดมาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด เพื่อป้องกันผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

เปิดรายชื่อบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของจีน

มาตรการที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่บริษัทเดียว แต่ครอบคลุมถึงยักษ์ใหญ่ในหลากหลายภาคส่วน ดังนี้:

  • บริษัทในอุตสาหกรรมอากาศยานและกลาโหม: เช่น Aveox และ Oshkosh Defense
  • ผู้ผลิตแร่หายาก: อย่าง MP Materials และ USA Rare Earth ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตชิปและเทคโนโลยีขั้นสูง
  • ผู้ผลิตอาวุธระดับโลก: ได้แก่ Lockheed Martin, Raytheon, Boeing Defense และ General Dynamics ซึ่งถูกจีนสั่งห้ามหน่วยงานรัฐจัดซื้อสินค้าโดยเด็ดขาดรวมกว่า 46 แห่ง

มาตรการที่ว่านี้จะส่งผลอย่างหนัก เพราะจีนได้สั่งให้ผู้ส่งออกยุติการจำหน่ายสินค้าที่รองรับทั้งภาคพลเรือนและทหารให้กับบริษัทเหล่านี้ และยังขยายผลไปถึงองค์กรหรือบุคคลในประเทศอื่นๆ ที่นำสินค้าจีนไปส่งต่อให้บริษัทในบัญชีดำอีกด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของห่วงโซ่การผลิตโลก

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามครั้งนี้ได้ยกระดับจากการแค่ภาษีนำเข้า ไปสู่สงครามชิปและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่ออนาคต ต่อจากนี้เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่า สหรัฐฯ จะมีท่าทีอย่างไร และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน

ที่มา – จีนประกาศคว่ำบาตร 10 บริษัทสหรัฐฯ ห้ามส่งออกสินค้า-แบนจัดซื้อกลาโหม ตอบโต้ขึ้นบัญชีดำ

“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

กลายเป็นประเด็นที่ชวนให้ลุ้นระทึกและน่าเห็นใจเจ้าของไม่น้อยเลยครับ สำหรับกรณีที่มี“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เจ้าโต สุนัขพิตบูลลูกผสมวัย 2 ปี น้ำหนักตัวเกือบ 75 กิโลกรัมตัวนี้ ได้หายไปจากสวนหลังจากที่มีคนงานเผลอเปิดประตูทิ้งไว้ ทำให้มันหลุดออกไปพร้อมกับเพื่อนสุนัขพันธุ์ไทยอีกหลายตัว แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือในขณะที่เพื่อนๆ ของมันทยอยกลับเข้าสวน แต่เจ้าโตกลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เจ้าของและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงต่างพากันหวาดวิตกเกรงว่าสุนัขตัวใหญ่จะไปทำร้ายคน หรือเกิดความเครียดจนคุมไม่อยู่

เหตุการณ์ระทึกเมื่อ “พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา

ทางด้านเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการใช้โดรนตรวจจับความร้อน ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนภารกิจค้นหาในครั้งนี้ด้วยครับ ทีมเจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้บินตรวจสอบพื้นที่ตลอดแนว ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงดึกดื่น เพื่อหวังจะพบตัวเจ้าโตให้เร็วที่สุด ถึงแม้ว่าในใจลึกๆ ทางเจ้าของจะยืนยันว่าเจ้าโตเป็นสุนัขนิสัยขี้เล่นและไม่เคยมีพฤติกรรมก้าวร้าวมาก่อน แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตบวกกับสัญชาตญาณสัตว์เลี้ยงที่หลุดหายไป การป้องกันไว้ก่อนถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับความปลอดภัยของคนในชุมชนครับ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์“พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา นั้นเกิดจากความผิดพลาดในการจัดการประตูรั้วของคนงานตัดทุเรียน นี่จึงเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิตบูลหรือสุนัขที่มีพละกำลังมาก ควรจะมีมาตรการป้องกันที่รัดกุมมากกว่าปกติ ทั้งนี้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเจ้าโต มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

  • เพศผู้ สีน้ำตาล อายุประมาณ 2 ปี
  • น้ำหนักตัวประมาณ 75 กิโลกรัม
  • มีจุดสังเกตคือตัวค่อนข้างใหญ่และสูงประมาณ 80 เซนติเมตร

ในขณะนี้ทางครอบครัวของเจ้าโตยังคงมีความพยายามออกตามหาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลดละความพยายาม เพราะรักสุนัขเหมือนสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังมีการตั้งสินน้ำใจให้สำหรับผู้ที่พบเห็นและแจ้งเบาะแส ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเจ้าของที่กำลังร้อนใจในขณะนี้ หากใครพบเห็นสุนัขลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อแจ้งข้อมูลได้ทันทีเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า การมีสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ในความดูแล ไม่ว่าจะนิสัยดีเพียงใด การควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่เจ้าของต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นครับ สุดท้ายนี้หวังว่าเหตุการณ์ค้นหาจะจบลงด้วยดีและเจ้าโตจะได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของเจ้าของอย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – “พิทบูล” หลุดจากสวนทุเรียน หวั่นทำอันตรายชาวบ้าน นำโดรนบินค้นหา